สมุนไพร

สมุนไพรสะบ้าลิง

สมุนไพรสะบ้าลิง

, , No Comment

สมุนไพรสะบ้าลิง

สมุนไพรสะบ้าลิง

สมุนไพรสะบ้าลิง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักตีนแลน มะบ้าลิง มะบ้าปน (เชียงใหม่), หมากนิมลาย (เงี้ยว แม่ฮ่องสอน), มะบ้าปน (ลำพูน), ทบทวน ลิ้นแลน มะขามเครือ (ชัยภูมิ), เครือลิ้นแลน (หนองคาย), หมากแทน (ยโสธร), บ้าบนใหญ่ (อุบลราชธานี), ผักตีนแลน มะบ้าลิง มะบ้าบน มะบ้าวอก (ภาคเหนือ), สะบ้าลาย สะบ้าลิง (ภาคกลาง) เป็นต้น

 

สะบ้าลิง ชื่อวิทยาศาสตร์ Entada glandulosa Gagnep. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Entada tamarindifolia Gagnep.) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยสีเสียด (MIMOSOIDEAE หรือ MIMOSACEAE)

หมายเหตุ : ต้นสะบ้าลิงที่กล่าวถึงในบทความนี้ เป็นพรรณไม้คนละชนิดกันกับต้นสะบ้าลิงที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mucuna macrocarpa Wall. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Mucuna collettii Lace)

ลักษณะของสะบ้าลิง
ต้นสะบ้าลิง จัดเป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ ตามกิ่งมีขน มีเขตการกระจายพันธุ์ในพม่าและภูมิภาคอินโดจีน ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจายห่าง ๆ แทบทุกภาคของประเทศ ยกเว้นทางภาคใต้ โดยมักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง โดยเฉพาะบนเขาหินปูน ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลไม่เกิน 500 เมตร

ใบสะบ้าลิง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ปลายใบคู่ ออกเรียงสลับ แกนกลางใบประกอบยาวประมาณ 4.5-10 เซนติเมตร ก้านใบยาวประมาณ 1.8-4 เซนติเมตร ใบประกอบย่อยคู่ปลายมีมือเกาะ ใบประกอบย่อยยาวประมาณ 4-14.5 เซนติเมตร มีใบย่อย 5-8 คู่ ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรีหรือรูปขอบขนาน ปลายใบตัดหรือเว้ากลม มีติ่งแหลม ฐานใบเบี้ยวเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.5-1.7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.2-4 เซนติเมตร ผิวใบด้านล่างเกลี้ยงไม่มีนวล

ดอกสะบ้าลิง ออกดอกเป็นช่อกระจะเชิงลด โดยจะออกที่ซอกใบและเหนือซอกใบ ยาวประมาณ 7-12 เซนติเมตร มีขนละเอียด ก้านดอกย่อยเกือบไร้ก้าน กลีบเลี้ยงดอกมีลักษณะเป็นรูปถ้วย เชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกออกเป็นแฉก 5 แฉก ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมตื้น ๆ ผิวด้านนอกมีขนละเอียด ผิวด้านในเกลี้ยง ยาวประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกนั้นเป็นสีขาวแกมเหลือง มี 5 กลีบ แยกจรดกัน ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปใบหอกหรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายแหลม โคนเชื่อมกัน ขอบเรียบ ปลายแยก ยาวประมาณ 4.5-5.5 มิลลิเมตร ด้านนอกช่วงล่างมีแนวต่อมขนาดเล็กอยู่ 2 แนว ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน แยกจากกัน เชื่อมกันที่ฐาน แบ่งเป็นขนาดยาว 9 อัน และสั้น 1 อัน ก้านชูอับเรณูยาวได้ประมาณ 1 เซนติเมตร หรือยาวกว่าเล็กน้อย ส่วนเกสรเพศเมีย มีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ผิวเรียบ รังไข่เกลี้ยง ยาวได้ประมาณ 3 มิลลิเมตร ออกดอกในช่วงประมาณมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม
ผลสะบ้าลิง ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปขอบขนาน แบน โค้งงอ มีรอยคอดตามเมล็ด ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 2.2-2.6 เซนติเมตร และยาวได้ถึง 35 เซนติเมตร ฝักเป็นสีน้ำตาล ผนังด้านนอกค่อนข้างหนา เมื่อแก่จะหักเป็นท่อนๆ แต่ละท่อนจะมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปเกือบกลม แบน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.8 เซนติเมตร เปลือกนอกแข็งเป็นสีน้ำตาลดำ

สรรพคุณของสะบ้าลิง
ตำรายาไทยจะใช้เนื้อในเมล็ดดิบ นำมาสุมไฟให้เกรียมดำแล้วผสมกับยาอื่น ๆ รับประทานเป็นยาแก้ไข้พิษเซื่องซึม (เนื้อในเมล็ดดิบ)
เนื้อในเมล็ดดิบ มีรสเบื่อเมา ใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน …

Read Post →

สมุนไพรเต่าเกียด

สมุนไพรเต่าเกรียด

, , No Comment

สมุนไพรเต่าเกียด

 

สมุนไพรเต่าเกียด

สมุนไพรเต่าเกียด มีชื่อเรียกอื่นว่า โหรา (ชุมพร), เต่าเขียด ว่านเต่าเขียด (ภาคกลาง) เป็นต้น

เต่าเกียด ชื่อวิทยาศาสตร์ Homalomena aromatica (Spreng.) Schott (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Calla aromatica (Spreng.) Roxb.) จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE)

ลักษณะของเต่าเกียด
ต้นเต่าเกียด จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นเหง้าหรือหัวที่อยู่ใต้ดิน ส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือดินนั้นจะมีเพียงก้านใบและใบเท่านั้น ซึ่งจะมีความสูงได้ประมาณ 16-36 นิ้ว ซึ่งจะชูใบแตกขึ้นมาบนผิวดิน ก้านใบนั้นมีลักษณะกลมเรียวเป็นสีเขียวแกมแดง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ เป็นพรรณไม้ที่ชอบอยู่ในที่ชื้น จัดเป็นพืชเมืองร้อน ในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าชื้นทั่ว ๆ ไป
ใบเต่าเกียด ลักษณะของใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเรียบไม่มีจัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-6 นิ้ว และยาวประมาณ 4-8 นิ้ว แผ่นใบเป็นสีเขียว มีก้านใบยาวซึ่งจะชูใบแตกขึ้นมาบนผิวดิน ดอกเต่าเกียด ออกดอกเป็นช่อ แต่จะไม่มีก้านช่อดอก ดอกเป็นสีเขียวอมเหลือง ลักษณะของดอกจะคล้ายกับดอกบอน แต่จะมีขนาดเล็กกว่า

สรรพคุณของเต่าเกียด
ทั้งต้นนำมาตำแล้วใช้เป็นยาทาแก้โรคผิวหนัง (ทั้งต้น)
ประโยชน์ของเต่าเกียด
เหง้านำมาบดให้เป็นผง ใช้ผสมกับใบยาสูบและยานัตถุ์ได้ ซึ่งเหง้านี้จะมีกลิ่นหอม และเมื่อนำมากลั่นด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันหอมสีเหลือง ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้น (Stimulant)
เหง้าสามารถนำมาใช้ผสมกับเครื่องเทศใส่แกงทำให้มีรสหอมได้
ว่านเต่าเขียด จัดเป็นไม้มงคลในด้านการค้าและเมตตามหาเสน่ห์ ช่วยพัดโบกเงินทองและสิ่งอันเป็นมงคลให้เข้ามาภายในบ้าน สิ่งที่ไม่ดีตลออดจนโรคภัยไข้เจ็บก็ให้ห่างไกล ส่วนการปลูกจะใช้ส่วนผสมของดินร่วน 5 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน เปลือกถั่วและอิฐก้อนเล็กน้อยอย่างละ 1 ส่วน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรวาน้ำ

สมุนไพรวาน้ำ

, , No Comment

สมุนไพรวาน้ำ

สมุนไพรวาน้ำ

สมุนไพรวาน้ำ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า วาน้ำ (สุราษฎร์ธานี), ใบพาย (ภาคกลาง), อุบีกะลังไอย อุบีกะลิงไอย (มาเลย์-นราธิวาส-มลายู), บอนแดง เป็นต้น

วาน้ำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cryptocoryne cordata Griff. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cryptocoryne cordata var. cordata, Cryptocoryne kerrii Gagnep., Cryptocoryne siamensis var. kerrii (Gagnep.) Rataj, Cryptocoryne stonei Rataj) จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE)

ลักษณะของวาน้ำ
ต้นวาน้ำ หรือ ต้นใบพาย จัดเป็นพรรณไม้น้ำพื้นเมืองของไทย พบได้มากทางภาคใต้ของประเทศ มีสีสันและรูปร่างเป็นลักษณะเฉพาะตัว ลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน และมีไหลสั้น ๆ ความสูงของต้นประมาณ 15-20 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกลำต้นที่เกิดจากเหง้าหรือไหลในแปลงดินไปปักชำไว้ใต้น้ำ ชอบขึ้นในที่เป็นดินทราย น้ำมีความกระด้างเล็กน้อย เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นอยู่ในน้ำ มักเกิดขึ้นตามชายคลอง หนอง บึง ที่น้ำท่วมถึง และเกิดตามลำธารในป่าทั่ว ๆ ไป ทางภาคใต้

ใบวาน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกจากลำต้นเป็นกอ ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กว้างหรือรูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5 เซนติเมตร แผ่นใบมีรอยย่นเป็นลอนดูเด่นแปลกตา ผิวด้านบนจะเป็นสีเขียวอมเหลืองหรือสีเขียวอมน้ำตาล ส่วนด้านล่างของใบเป็นสีแดงหรือสีม่วงเข้ม มีก้านใบยาวประมาณ 15 เซนติเมตร

ดอกวาน้ำ ออกดอกเป็นช่อชูขึ้นมาเหนือน้ำ ลักษณะเป็นแท่งกลมยาวประมาณ 1.25 เซนติเมตร ดอกเพศผู้จะอยู่ตอนบน ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก สีเหลือง ส่วนใต้ดอกเพศผู้จะมีที่ว่างเป็นดอกเพศเมีย ซึ่งจะเรียงอยู่รอบ ๆ แกนเพียงวงเดียว ส่วนรังไข่นั้นจะเป็นรูปขวดก้นป่อง ช่อดอกถูกห่อหุ้มด้วยกาบประดับเป็นสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 18-30 เซนติเมตร ปลายหลอดแผ่ออกคล้ายปากแตรสีเหลือง ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอมม่วง

ผลวาน้ำ ผลที่แห้งจะไม่มีเนื้อ ภายในจะมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก
สรรพคุณของวาน้ำ
ใบใช้ตำพอกรักษาโรควิงเวียน อาการหน้ามืด และเวียนศีรษะ (ใบ)
ประโยชน์ของวาน้ำ
ใช้ปลูกประดับในตู้ปลา (บริเวณหลังตู้ปลา) เป็นพรรณไม้น้ำที่สามารถเจริญอยู่ใต้น้ำได้นาน ไม่ต้องตัดแต่งบ่อย สภาวะที่เหมาะสมสำหรับปลูกเลี้ยงในตู้ปลา คือระดับน้ำลึกประมาณ 40-60 เซนติเมตร มีอุณหภูมิประมาณ 24-26 องศาเซลเซียส ค่า pH -ของน้ำประมาณ 6.5-7.5

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรไกร

สมุนไพรไกร

, , No Comment

สมุนไพรไกร

สมุนไพรไกร

สมุนไพรไกร มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ฮ่าง (ลำปาง), โพไทร (นครราชสีมา), เลียบ ไกร (กรุงเทพฯ), ไทรเลียบ (ประจวบคีรีขันธ์) เป็นต้น

ไกร ชื่อสามัญ Sea Fig, Deciduous Fig

ไกร ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus subpisocarpa Gagnep. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Ficus superba var. japonica Miq.)[1], ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า สมุนไพรชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ficus superba Miq.[2] จัดอยู่ในวงศ์ขนุน (MORACEAE)

ลักษณะของไกร

ต้นไกร จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงได้ประมาณ 8-10 เมตร ทรงพุ่มเป็นรูปไข่ มียางสีขาว เปลือกต้นค่อนข้างเรียบเป็นสีเทา ทุก ๆ ส่วนเกลี้ยงยกเว้นหูใบ มีรากอากาศรัดพันเล็กน้อย พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในจีน ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง มีเขตการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีน และภูมิภาคมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะขึ้นอยู่บนพื้นที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงที่ความสูงประมาณ 150 เมตร

ใบไกร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรี

แกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมเป็นติ่งหรือเรียวแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-13 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12-25 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนาและเหนียว สีเขียวเข้มและเป็นมัน เส้นแขนงใบมีข้างละ 6-8 เส้น ปลายโค้งจรดกันก่อนถึงขอบใบ ก้านใบเล็ก ยาวได้ประมาณ 8-14 เซนติเมตร ใบอ่อนเป็นสีแดง หูใบมี 2 อัน ประกบกันหุ้มยอดอ่อน ลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายแหลม ยาวได้ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีขนสั้น ๆ สีเหลืองอ่อน ร่วงได้ง่าย ออกเป็นคู่ตรงง่ามใบ หรือที่ตำแหน่งง่ามใบซึ่งใบร่วงไปแล้ว เมื่อยังอ่อนจะมีขนอ่อน ๆ สั้น ๆ เมื่อแก่แล้วจะเกลี้ยง มีใบประดับซึ่งร่วงง่าย 3 ใบ

 

ดอกไกร ดอกเป็นสีเขียวอมเหลือง ออกเป็นช่อรูปร่างคล้ายผล คือ มีแกนกลาง ช่อดอกเจริญแผ่ขยายใหญ่เป็นกระเปาะ มีรูเปิดที่ปลายโอบดอกไว้ ดอกนั้นมีขนาดเล็กเป็นแบบแยกเพศในกระเปาะ โดยดอกเพศผู้จะมีจำนวนน้อยมาก อยู่ใกล้ ๆ กับรูเปิดของช่อดอก ก้านดอกมีขนาดเล็ก กลีบรวมมี 3 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่ สั้นกว่าเกสรเพศผู้ ก้านเกสรเพศผู้หนา ส่วนดอกเพศเมียจะมีอยู่จำนวนมาก มีกลีบรวมสั้น ๆ อยู่ 3 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ เกสรเพศเมียยาว จะอยู่ทางด้านข้างของรังไข่ ดอกจะออกในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

ผลไกร ผลเป็นผลสดแบบมะเดื่อ สีขาวอมชมพู ลักษณะของผลเป็นรูปกลมแกมรูปไข่กลับ กลมแป้น หรือเป็นรูปหัวใจกลับ ออกเป็นคู่ที่กิ่งเหนือรอยแผลของใบ ผลมีขนาดประมาณ 1.8-2.5 เซนติเมตร ผลเป็นสีเขียว มีจุดสีครีมกระจายอยู่ทั่วผล เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมชมพูมีจุดสีน้ำตาล ที่ปลายมีวงแหวน นูนมีรอยบุ๋ม ภายในมีเมล็ดทรงกลมสีดำอยู่เป็นจำนวนมาก ก้านผลยาวประมาณ 0.7-1.5 เซนติเมตร จะออกผลในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

สรรพคุณของไกร

ใช้เป็นยาแก้เบาหวาน ในประเทศไทยเมื่อปี ค.ศ.1981 ได้ทำการทดลองใช้สารสกัดจากต้นไกรในสัตว์ทดลอง ผลการทดลองพบว่า สารสกัดดังกล่าวสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)

ใบใช้เป็นยาแก้ผดผื่นคัน เข้ายาทาฝี แก้ริดสีดวง แก้เมื่อยขบ (ใบ)

รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคทางปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้ตับพิการ และเป็นยาระบาย (ราก)

เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องร่วง (เปลือกต้น)

เนื้อไม้ใช้เป็นยาสมานและคุมธาตุ (เนื้อไม้)

ประโยชน์ของไกร

ผลสุกใช้รับประทานได้ และเป็นอาหารของนกและสัตว์ต่าง ๆ

ใบอ่อนสามารถนำมารับประทานเป็นผักได้

ใช้ปลูกเป็นไม้แคระประดับ

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรโกงกางบก

สมุนไพรโกงกางบก

, , No Comment

สมุนไพรโกงกางบก

สมุนไพรโกงกางบก

สมุนไพรโกงกางบก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า สันขวาน (ลำปาง), อุ้งไก่ (สมุทรปราการ), โกงกางบก (ชลบุรี), โพอาศัย (ระนอง), งาไซ มะดินทราย (สงขลา), งาไซ (สุราษฎร์ธานี), มะดินทราย (สงขลา), ทีไร (ปัตตานี), พังกาบก (ภาคใต้), จันทิตสอ (ทั่วไป) เป็นต้น

โกงกางบก ชื่อวิทยาศาสตร์ Planchonella obovata (R.Br.) Pierre (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Pouteria obovata (R.Br.) Baehni, Pouteria obovata var. dubia (Koidz. ex Nakai) H.Hara) จัดอยู่ในวงศ์พิกุล (SAPOTACEAE)

ลักษณะของโกงกางบก
ต้นโกงกางบก จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ทรงพุ่ม มีลักษณะเป็นทรงกรวย เปลือกลำต้นเป็นสีเทาแดง พบขึ้นในป่าชายเลน ในบริเวณติดต่อกับป่าชายหาด

ใบโกงกางบก ใบเป็นใบเดี่ยว ผิวใบเรียบเป็นมัน สีเขียว ส่วนก้านใบเป็นสีน้ำตาลอมแดง

ดอกโกงกางบก ออกดอกเป็นช่อกระจุก โดยจะออกตามง่ามใบ ฐานรองดอกมีลักษณะเป็นรูปถ้วย ดอกมีขนาดเล็ก

ผลโกงกางบก ผลเป็นผลเดี่ยว ลักษณะกลมรี มีขั้วเล็กน้อย ผิวผลเรียบ ผลเป็นสีเขียวและเป็นมัน กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

สรรพคุณของโกงกางบก
ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย จะนำใบมาบดใช้พอกรักษาอาการปวดศีรษะ (ใบ)
ประโยชน์ของโกงกางบก
เนื้อไม้มีความแข็ง สามารถนำมาใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ได้ เช่น ด้ามขวาน ด้ามจอบ และใช้ทำเครื่องเรือนทั่วไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรกระไดลิง

สมุนไพรกระไดลิง

, , No Comment

สมุนไพรกระไดลิง

 

สมุนไพรกระไดลิง

สมุนไพรกระไดลิง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะลืมคำ (เชียงใหม่), กระไดลิง (ราชบุรี), กระไดวอก โชกนุ้ย (ชาวบน-ชัยภูมิ), เครือเสี้ยว (ไทใหญ่), กระไดวอก มะลืมดำ (ภาคเหนือ), บันไดลิง, ลางลิง เป็นต้น

กระไดลิง ชื่อวิทยาศาสตร์ Bauhinia scandens L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Lasiobema scandens (L.) de Wit, Lasiobema scandens var. horsfieldii (Miq.) de Wit) ส่วนข้อมูลอื่นระบุว่า เป็นชนิด Bauhinia scandens var. horsfieldii (Prain) K.Larsen & S.S.Larsen (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Lasiobema horsfieldii Miq.) โดยจัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

ลักษณะของกระไดลิง
ต้นกระไดลิง จัดเป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็งผลัดใบขนาดใหญ่ มีมือเกาะ มักขึ้นพาดพันตามเรือนยอดของต้นไม้อื่นไปได้ไกล เถาแก่มีลักษณะแข็ง เหนียว แบน โค้งไปมาเป็นลอนสม่ำเสมอ ลักษณะเป็นขั้น ๆ ดูคล้ายบันได จึงเรียกชื่อพรรณไม้ชนิดนี้ว่า “กระไดลิง” ตามกิ่งอ่อนจะมีขนขึ้นประปราย ส่วนกิ่งแก่จะเกลี้ยงไม่มีขน มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย ภูมิภาคอินโดจีน และอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วภาคของประเทศ ยกเว้นภาคใต้ เช่น จังหวัดเลย, ชัยภูมิ, นครราชสีมา, อยุธยา, กาญจนบุรี, สระบุรี, จันทบุรี, ชลบุรี, ปราจีนบุรี, ตราด, ประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ โดยมักขึ้นตามป่าดิบแล้งและตามป่าเบญจพรรณชื้น

ใบกระไดลิง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปพัด ปลายใบแหลมหรือเว้ามากหรือน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-11 เซนติเมตร ใบที่อยู่ส่วนปลายจะเว้าลึกลงมาค่อนใบ แผ่นใบจะมีลักษณะเป็นสองแฉก โคนใบกว้างและมักเว้าเล็กน้อย ที่รอยต่อก้านใบเป็นรูปคล้ายหัวใจ มีเส้นใบออกจากโคนใบ 5-7 เส้น ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นมัน ส่วนด้านล่างมีขนขึ้นประปรายหรือเกลี้ยง ก้านใบยาวประมาณ 1.5-5 เซนติเมตร หูใบมีขนาดเล็กมาก เป็นติ่งยาวและร่วงได้ง่าย

ดอกกระไดลิง ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกเป็นแบบช่อแยกแขนง ยาวประมาณ 12-25 เซนติเมตร มีขนขึ้นประปราย แตกแขนงน้อย แต่ละแขนงจะมีดอกขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ติดกันคล้ายรูปถ้วย ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีขาวอมเหลือง แยกจากกัน คล้ายรูปหัด ก้านกลีบดอกสั้น ดอกมีเกสรเพศผู้สมบูรณ์ 3 อัน และเกสรเพศผู้ไม่สมบูรณ์อีก 2 อัน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า รังไข่ก้านสั้น

ผลกระไดลิง ออกผลเป็นฝัก ฝักมีลักษณะแบน รูปรี หรือรูปไข่แกมรี ปลายฝักมน มีติ่งแหลมสั้น ๆ ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ฝักแก่เป็นสีน้ำตาลแดง เมื่อแห้งจะแตกออก ภายในมีเมล็ด 1-2 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน
สรรพคุณของกระไดลิง
เถามีรสเบื่อเมา มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษทั้งปวง (กะจำนวนพอประมาณใช้ต้มกับน้ำดื่ม) แก้พิษฝี แก้ไข้ตัวร้อน ขับเหงื่อ แก้พิษไข้ แก้พิษร้อน แก้ร้อนใน แก้ไข้เซื่องซึม แก้พิษโลหิต แก้พิษไข้ทั้งปวง แก้พิษเลือดลม และเป็นยาแก้กระษัย (เถา)
ในประเทศอินโดนีเซียจะนิยมใช้น้ำเลี้ยง (sap) หรือน้ำที่ตัดได้จากเถาหรือต้นสดของกระไดลิงที่ไหลซึมออกมา แล้วใช้ภาชนะรอง นำมาจิบกินบ่อย ๆ เพื่อเป็นยาบรรเทาอาการไอ (น้ำจากเถา)
ตำรายาพื้นบ้านทางภาคอีสานของไทยจะใช้เถาหรือต้นนำมาต้มกับน้ำหรือฝนกับน้ำดื่มเป็นยาแก้บิด (เถา)
เปลือกมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคผิวหนัง แก้ปวดข้อ ใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำอาบเพื่อใช้เป็นยาคุมกำเนิด แต่คนท้องห้ามใช้เพราะอาจจะทำให้แท้งบุตรได้ (เปลือกต้น)…

Read Post →

สมุนไพรกระวานป่า

สมุนไพรกระวานป่า

, , No Comment

สมุนไพรกระวานป่า

สมุนไพรกระวานป่า

สมุนไพรกระวานป่า มีชื่อเรียกอื่นว่า เร่ว (ภาคใต้ฝั่งตะวันออก) ส่วนที่จังหวัดปัตตานีจะเรียกชื่อว่า “กระวานป่า“

กระวานป่า ชื่อวิทยาศาสตร์ Amomum uliginosum J.Koenig (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amomum ovoideum Pierre ex Gagnep., Amomum robustum K.Schum., Amomum uliginosum Koenig, Cardamomum uliginosum (J.Koenig) Kuntze, Wurfbainia uliginosa (J.Koenig) Giseke) จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)

ลักษณะของกระวานป่า
ต้นกระวานป่า จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นที่อยู่เหนือดินมีความสูงได้ประมาณ 2.5-4 เมตร

ใบกระวานป่า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียน เจริญจากลำต้นที่อยู่ใต้ดิน มีใบประมาณ 16-24 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลมมีติ่งแหลม ห้อยย้อยลง โคนใบเป็นรูปลิ่ม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดยาวกว้างประมาณ 7-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 40-60 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ส่วนผิวใบด้านล่างมีขนสีน้ำตาล
ดอกกระวานป่า ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ดอกจะเกิดจากตาเหง้าบริเวณโคนของลำต้นเหนือดิน มีดอกย่อยประมาณ 15 ดอก กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีขาวปนสีชมพูอ่อน ส่วนกลีบดอกเป็นสีขาว ดอกมีเกสรเพศผู้สีขาว มีสีชมพูอ่อนที่โคน เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี 1 อัน เกสรเพศเมียมีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ

ผลกระวานป่า ผลเป็นแบบแคปซูล[1] เป็นผลแห้ง เมื่อสุกเป็นสีแดง ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาล รวมกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม มีกลิ่นคล้ายการบูร

สรรพคุณของกระวานป่า
เมล็ดใช้เป็นยาขับลม แก้อาการปวดท้อง (เมล็ด)
ประโยชน์ของกระวานป่า
เมล็ดใช้เป็นเครื่องเทศ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรดีปลากั้ง

สมุนไพรดีปลากั้ง

, , No Comment

สมุนไพรดีปลากั้ง

สมุนไพรดีปลากั้ง

สมุนไพรดีปลากั้ง มีชื่อเรียกอื่นว่า “บีปลากั้ง“
ดีปลากั้ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Phlogacanthus pulcherrimus T.Anderson (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cystacanthus pulcherrimus C.B.Clarke) จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ (ACANTHACEAE)

 

ลักษณะของต้นดีปลากั้ง
ต้นดีปลากั้ง จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 0.5-1.5 เมตร

ใบดีปลากั้ง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-16 เซนติเมตร ก้านใบยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร

ดอกดีปลากั้ง ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด ช่อดอกเป็นแบบช่อเชิงลด ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว ลักษณะเป็นรูประฆัง ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกเป็นสีม่วงอมแดง เชื่อมติดกันเป็นรูปคนโท หลอดกลีบพองออกด้านเดียว ส่วนปลายแยกออกเป็น 5 แฉก

ผลดีปลากั้ง ผลเป็นแบบแคปซูล ยาวได้ประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร เมื่อแห้งจะแตกออก เมล็ดจะเกิดที่ช่วงปลายของผล มีก้านตะขอดีดเมล็ด

สรรพคุณของดีปลากั้ง
ตำรายาพื้นบ้านจังหวัดมุกดาหารจะใช้สมุนไพรดีปลากั้งเป็นยาบำรุงกำลัง (ยอดอ่อน)
ใบมีรสขมหวาน มีสรรพคุณช่วยคลายเครียด แก้เบาหวาน (ยอดอ่อน)
ยอดอ่อนมีรสขมอ่อน ๆ ใช้รับประทานเป็นอาหาร มีสรรพคุณช่วยทำให้เจริญอาหาร (ยอดอ่อน)
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานีจะใช้ส่วนของลำต้นดีปลากั้ง นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด (ลำต้น)
ยอดใช้นึ่งรับประทานเป็นยาแก้ปวดหลัง (ยอดอ่อน)
ประโยชน์ของดีปลากั้ง
ยอดอ่อนใช้รับประทานเป็นผักแกล้มกับน้ำพริกและลาบได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรรัง

สมุนไพรรัง

, , No Comment

สมุนไพรรัง

สมุนไพรรัง

 

สมุนไพรรัง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ลักป้าว (เชียงใหม่), เรียง เรียงพนม (สุรินทร์), เปา เปาดอกแดง (ภาคเหนือ), ฮัง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), รัง (ภาคกลาง), ไม้เปา (คนเมือง, ม้ง), แลบอง เป็นต้น

รัง ชื่อวิทยาศาสตร์ Pentacme siamensis (Miq.) Kurz (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Shorea siamensis Miq.) จัดอยู่ในวงศ์ยางนา (DIPTEROCARPACEAE)[1]
มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ลักป้าว (เชียงใหม่), เรียง เรียงพนม (สุรินทร์), เปา เปาดอกแดง (ภาคเหนือ), ฮัง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), รัง (ภาคกลาง), ไม้เปา (คนเมือง, ม้ง), แลบอง เป็นต้น
หมายเหตุ : ต้นรังที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นพันธุ์ไม้คนละชนิดกับต้นสาละ (Shorea robusta Gaertn.) และต้นเต็ง (Shorea obtusa Wall. ex Blume)
ลักษณะของต้นรัง
• ต้นรัง จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง กิ่งก้านมักคดงอ เรือนยอดเป็นพุ่มโปร่ง ต้นมีความสูงได้ประมาณ 10-25 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลอมเทา มีความแข็งและหนามาก แตกเป็นร่องลึกตามยาวของลำต้นคล้ายรอยไถ เปลือกต้นด้านในเป็นสีแดงออกน้ำตาล มีน้ำยางสีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด (เด็ดปีกก่อนนำเมล็ดไปเพาะ) มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พม่า ลาว เขมร และเวียดนาม ในประเทศไทยพบต้นรังได้มากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพบขึ้นอยู่ในภาคอื่น ๆ ด้วย ยกเว้นในภาคใต้ โดยมักขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าเต็งรังผสมก่อและสน ตามเขาหินปูน ตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงที่ความสูงประมาณ 1,300 เมตร

• ใบรัง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กว้างถึงรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลมหรือมน โคนใบเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเรียบ ขอบเป็นคลื่นขึ้นลง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 10-12.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-18 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบเกลี้ยง เนื้อใบบางคล้ายกระดาษถึงหนาคล้ายแผ่นหนัง แผ่นใบด้านล่างมีขนขึ้นประปราย เส้นแขนงใบมีข้างละ 10-16 เส้น เห็นได้ชัดเจนทางด้านล่าง ก้านใบเกลี้ยงยาวได้ประมาณ 2.5-3.5 มิลลิเมตร มีหูใบรูปไข่แกมรูปเคียว ขนาดกว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5-1.8 เซนติเมตร หลุดร่วงได้ง่าย ใบอ่อนแตกใหม่เป็นสีน้ำตาลแดง
• ดอกรัง ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร โดยจะออกตามซอกใบเหนือรอยแผลใบหรือออกที่ปลายกิ่ง ดอกมักจะออกก่อนแตกใบอ่อน ดอกตูมมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปรีขนาดใหญ่ มีขนาดกว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ดอกย่อยเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ มีกลุ่มละ 5-20 ดอก มี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายบิดเป็นเกลียวคล้ายกังหัน ปลายกลีบโค้งไปด้านหลัง โคนกลีบเชื่อมกัน มีกลิ่นหอม ดอกหลุดร่วงได้ง่าย ส่วนกลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอกกว้าง มีอยู่ 5 กลีบ ขนาดกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 4-6 มิลลิเมตร ปลายกลีบเลี้ยงเรียวแหลม โคนเชื่อมติดกัน ผิวด้านนอกมีขน กลีบดอกเป็นไข่หรือรูปรีกว้าง ปลายกลีบแหลม กลีบดอกมีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผิวด้านนอกเกลี้ยงหรือมีขนขึ้นประปราย ด้านดอกย่อยมีผิวเกลี้ยง ยาวได้ประมาณ 0.7 เซนติเมตร เป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ มีเกสรเพศผู้ 15 อัน แบ่งเป็นชั้นใน 5 อัน และชั้นนอก 10 …

Read Post →

สมุนไพรโทะ

สมุนไพรโทะ

, , No Comment

สมุนไพรโทะ

สมุนไพรโทะ

สมุนไพรโทะ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า พรวดกินลูก (ปราจีนบุรี), ซวด (จันทบุรี), ง้าย ชวด พรวด (ตราด), พรวดใหญ่ (ชลบุรี), พรวดผี (ระยอง), โท๊ะ (สงขลา), กาทุ (ชุมพร), ทุ โทะ (ภาคใต้), กามูติง กามูติงกายู มูติง (มลายู), ปุ้ย (เขมร) เป็นต้น

โทะ ชื่อสามัญ Downy myrtle, Hill gooseberry, Rose myrtle Downy rose myrtle, Hill guava, Isenbery bush, Ceylon hill cherry
โทะ ชื่อวิทยาศาสตร์ Rhodomyrtus tomentosa (Aiton) Hassk. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cynomyrtus tomentosa (Aiton) Scriv., Myrtus canescens Lour., Myrtus tomentosa Aiton, Rhodomyrtus tomentosa var. tomentosa) จัดอยู่ในวงศ์ชมพู่ (MYRTACEAE)
โทะ แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ Rhodomyrtus tomentosa (Aiton) Hassk. (Rhodomyrtus tomentosa var. tomentosa) เป็นพันธุ์ที่พบได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางจีนตอนใต้ ใบมีผงรังแคสีขาวขึ้นปกคลุม และโทะพันธุ์ Rhodomyrtus tomentosa var. parviflora (Alston) A.J.Scott (Rhodomyrtus parviflora Alston) ใบมีผงรังแคสีครีมหรือสีเหลืองขึ้นปกคลุม พบได้ในอินเดียและศรีลังกา
ลักษณะของต้นโทะ
ต้นโทะ หรือ ต้นพรวด จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ต้น มีความสูงได้ประมาณ 1-4 เมตร ทรงพุ่มมีลักษณะกลม เปลือกต้นลอกเป็นแผ่นบาง ๆ ตามกิ่งอ่อน ยอดอ่อน แผ่นใบด้านล่าง ก้านใบ ช่อดอก ก้านดอก กลีบดอกด้านนอก กลีบเลี้ยงดอก และผลมีขนสั้นหนานุ่มสีเทาขึ้นปกคลุม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน ภูมิภาคอินโดจีน และมาเลเซีย ไปจนถึงฟิลิปปินส์และในหมู่เกาะโมลุกกะและเซลีเบส ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และทางภาคใต้ โดยมักขึ้นตามบริเวณดินทราย ตามป่าโปร่ง ตายชายฝั่งทะเล ป่าชายหาด ชายป่าพรุ และป่าดิบเขา ตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับความสูงประมาณ 1,300 เมตร แต่จะพบในระดับต่ำ ๆ
ใบโทะ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปรีถึงรูปขอบขนาน ปลายใบมน ทู่ แหลม หรือเป็นติ่งแหลมอ่อน ๆ โคนใบสอบหรือเป็นรูปลิ่มกว้าง ส่วนขอบใบเรียบม้วนลงเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ส่วนด้านล่างมีขนสีขาวเป็นปุย มีเส้นใบ 3 เส้น จากโคนจรดปลายใบ เส้นแขนงใบมีข้างละ 1 เส้น ออกจากโคน เรียงโค้งจรดกันเป็นเส้นขอบใบ ก้านใบยาวได้ประมาณ 0.5 เซนติเมตร
ดอกโทะ ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อกระจุกซ้อน (แต่ส่วนมากจะออกเดี่ยว) โดยจะออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ก้าน ช่อยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ส่วนก้านดอกยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร กลีบดอกเป็นสีม่วงแกมชมพู หรือสีชมพูอมขาว ดอกแก่เป็นสีขาว มี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับเกือบกลม ยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 3-4 …

Read Post →