Posts By CARTER

ประโยชน์ของใบพลู

ประโยชน์ของใบพลู กับหลากสรรพคุณรักษาโรค

, , No Comment

ประโยชน์ของใบพลู ใบพลู พืชสมุนไพรไทย

ประโยชน์ของใบพลู กับสรรพคุณช่วยรักษาสารพัดอาการ ที่เป็นภูมิปัญญาแบบไทย ๆ

เอ่ยถึงใบพลู คนฟังจะจินตนาการย้อนยุคไปไกลหลายสิบปี นึกเห็นภาพคุณย่าคุณยายกับตะกร้าหมากและปากแดง ๆ ที่มีน้ำหมากไหลย้อยนิด ๆ ที่มุมปาก

และกระโถนสำหรับบ้วนน้ำหมากทิ้ง ที่ต้องเล่าให้เห็นภาพอย่างนี้เพราะคนไทยที่อายุต่ำกว่า 40 ปีแทบจะไม่เคยเห็นวัฒนธรรมการกินหมากพลูกันแล้ว ยังมีบ้างก็ในชนบทต่างจังหวัดที่ยังคุ้นชินตาในวิถีดำรงชีวิตประจำบ้าน (คนที่กินหมากไม่ใช่แค่คุณย่าคุณยายเท่านั้น คุณปู่คุณตาก็กินด้วย แต่ไม่นิยมหิ้วตะกร้าหมาก อย่างมากก็พกใส่ชายพกสักคำสองคำ)

ใบพลูนั้นเป็นของคู่กันกับหมากมาช้านาน คนไทยจึงเรียกว่าหมากพลูคู่กันเสมอ ปัจจุบันบทบาทของหมากพลูที่แพร่หลายคือใช้เป็นเครื่องไหว้บูชาในงานพิธีสำคัญต่าง ๆ หรือใช้ไหว้พระไหว้เทพเจ้า

การเคี้ยวหมากพลูกลายเป็นของต้องห้ามของคนไทยตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี มีการตัดต้นหมากและพลูทิ้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งน่าเสียดายยิ่งนักเพราะหมากพลูไม่ได้ใช้ประโยชน์แค่นั้น แต่ยังเป็นยาที่มีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะพลูนั้นใช้ประโยชน์ได้เสมือนยาสามัญประจำบ้านปลูกไว้มีแต่ได้ประโยชน์

ย้อนกลับไปในอดีต ใบพลูเป็นสินค้าตัวหนึ่งที่มีการเก็บอากรภาษี ค้างละหนึ่งบาท หรือที่เรียกว่าไม้ค้างพลู (หนึ่งค้างก็เหมื่อนพลูหนึ่งต้น) อันแสดงให้เห็นว่าเป็นพืชสมุนไพรเศรษฐกิจที่มีการซื้อขายกันมายาวนาน และพลูยังเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการกินหมากของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นไปถึงเอเชียใต้ อย่างมิอาจบอกได้ว่าแท้จริงแล้วต้นกำเนิดการกินหมากพลูนั้นเริ่มมาจากที่ใดกันแน่ ดังนั้นจึงมีการส่งใบพลูและหมากออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ สร้างรายได้เข้าประเทศในสมัยนั้นจำนวนไม่น้อย

แม้ปัจจุบันความสำคัญของการบริโภคหมากพลูเรียกได้ว่าแทบจะหมดไปแล้ว ยังเหลือการใช้เป็นเครื่องบูชาที่จะขาดมิได้เท่านั้น จนทำให้ชาวสวนพลูจำนวนไม่น้อยหันหลังให้กลับอาชีพนี้ และบางส่วนที่ยังทำอยู่ก็ดูเหมือนจะไร้ผู้สืบทอด ในความเป็นจริงแล้วอนาคตของสวนพลูยังสดใสเปลี่ยนจากการปลูกแล้วกิน เป็นการปลูกและนำไปสกัดน้ำมันหอมระเหย ตลาดน้ำมันหอมระเหยโดยรวมทุกชนิดนั้นมีมูลค่าการตลาดมหาศาล สำหรับน้ำมันหอมระเหยใบพลูแม้จะไม่ติดอันดับต้น ๆ แต่ราคาซื้อขายต่อกิโลกรัมราคาก็ไม่น้อย ปัจจุบันซื้อขายกันกิโลกรัมละ 23,000-25,000 บาท

อนาคตของชาวสวนพลูยังมีแนวโน้มที่ดีถ้ามีการพัฒนากระบวนการตั้งแต่การปลูกและผลิตอย่างเป็นรูปธรรมกระทั่งไปสู่กระบวนการแปรรูป เพราะน้ำมันหอมระเหยใบพลูสามารถพัฒนาเป็นเครื่องสำอางเพื่อความงาม ยาระงับกลิ่นกาย ยาอมบ้วนปาก น้ำมันนวดคลายกล้ามเนื้อ ขี้ผึ้งหรือครีมฆ่าเชื้อรารักษาโรคเชื้อราต่าง ๆ ทำสบู่ก้อน สบู่เหลว ได้ เป็นต้น

น้ำมันหอมระเหยใบพลู หรือ Betel Vine สกัดจากใบพลู น้ำมันหอมระเหยมีสีเหลืองออกน้ำตาลเข้มมีกลิ่นฉุนค่อนข้างมาก มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้หลายชนิด เหมาะสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในครีมหรือน้ำมันนวดบริเวณช่องท้องเพื่อดูแลระบบทางเดินอาหาร

สรรพคุณของใบพลูคือ ใบ ช่วยกระตุ้นน้ำลาย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ แก้ปวดท้อง แก้ลมพิษและฆ่าพยาธิ รักษาแผลช้ำบวม เลือดกำเดาออก แก้ลมพิษ แก้อาการคัน น้ำมันจากใบ แก้คัดจมูก อมกลั่วคอแก้เจ็บคอ มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด

สารสำคัญในใบพลูมีหลายชนิดซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาและช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ยับยั้งการเติบโตและฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของวัณโรคและเชื้อหนอง ต้านเชื้อราของโรคผิวหนังและกลากเกลื้อน ฮ่องกงฟุต น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ลดการปวดบวมของกล้ามเนื้อ เคล็ดขัดยอก

การใช้ใบพลูรักษาโรคและอาการต่าง ๆ นั้นพบว่ามีการใช้แบบง่าย ๆ อาทิ

ดับกลิ่นปาก ใช้เคี้ยวแล้วคายทิ้งวันละ 2-3 ครั้ง ช่วยดับกลิ่นปากได้
ดับกลิ่นกาย ใช้ใบสดขยี้ให้แหลกแล้วใช้ทาถูที่ใต้รักแร้เป็นประจำ
แก้ลมพิษ ใช้ใบสดโขลกให้ละเอียดผสมเหล้าขาวเล็กน้อย ใช้ทาจนหาย
แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้ใบสดโขลกให้ละเอียดคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำร้อนสักหนึ่งแก้วดื่ม ช่วยลดอาการปวดจุกแน่นเฟ้อและบำรุงกระเพาะอาหารด้วย
ลดปวดบวม ใช้ใบพลูเลือกใบใหญ่ ๆ นำไปอังไฟให้ร้อนใช้ไปประคบบริวณที่ปวดบวมช้ำ
รักษากลากและฮ่องกงฟุต เอาใบสดโขลกให้ละเอียดดองกับเหล้าขาวทิ้งไว้ 15 วัน แล้วกรองเอาแต่น้ำใช้ทาบริเวณที่เป็น

นัยที่สำคัญของพลูในยุคก่อน นอกจากเป็นเครื่องเคี้ยวคู่กับหมากใช้ต้อนรับแขก ใช้เชื่อมสัมพันธ์พบปะสังสรรค์ยังเป็นเครื่องบอกรักระหว่างหนุ่ม-สาว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้หมากพลูไปแล้วอีกฝ่ายให้หมากพลูตอบกลับ แสดงว่ารักนั้นสมหวัง แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องดื่มน้ำบัวบกแทน หนุ่มสาวยุคใหม่ถ้าใครสนใจก็นำไปใช้ลองดู แต่คิด ๆ ไปแล้วอีกฝ่ายที่รับคงนึกว่าเขาเอามากราบไหว้ตัวเองมากกว่าจะบอกรักเป็นแน่แท้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สรรพคุณผักชี

สรรพคุณผักชี สรรพคุณขึ้นชื่อ ความดีเลื่องลือถึงต่างชาติ

, , No Comment

สรรพคุณผักชี สรรพคุณดียังไง

สรรพคุณผักชี ทำไมคนญี่ปุ่นถึงฮิตกินผักชีหนักมาก มาทำความรู้จักประโยชน์ของผักชี ผักดี ๆ ใกล้ตัวเรากันค่ะ

กลิ่นและสีของผักชีมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และค่อนข้างแรงจนหลายคนอาจรู้สึกยี้ผักชนิดนี้เข้าอย่างจัง ทั้ง ๆ ที่สรรพคุณของผักชีเรียกได้ว่าดีตั้งแต่รากยันใบ

ดังนั้นต่อไปหากเจอผักชีอยู่ในจานอาหารก็อย่าเพิ่งเขี่ยทิ้งนะคะ เพราะขนาดคนญี่ปุ่นยังฮิตกินผักชีจนเกิดกระแสผักชีฟีเวอร์ แล้วบ้านเราซึ่งหากินผักชีได้ง่ายมาก ๆ เจอแทบจะทุกเมนูแบบนี้ จะพลาดผักชีให้อายคนญี่ปุ่นไปทำไมกันล่ะเนอะ

ผักชี สมุนไพรมีดีที่อยากให้รู้จัก

ผักชี หรือภาษาอังกฤษว่า Coriander เป็นไม้ล้มลุกที่มีสีเขียวตลอดทั้งต้น ยกเว้นรากที่เป็นสีขาว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน อินเดีย และเอเชียตะวันตก จึงพบผักชีได้ในประเทศอินเดีย โมร็อกโก ส่วนในไทยจะปลูกผักชีกันมากในจังหวัดราชบุรี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร

ผักสมุนไพรชนิดนี้คนไทยเราคุ้นกลิ่นและคุ้นเคยกันดีเพราะส่วนใหญ่มักจะนำผักชีมาเป็นผักโรยหน้าอาหาร บ้างก็นำรากผักชีหรือเมล็ดผักชีไปตำเป็นเครื่องปรุงส่งกลิ่นหอม ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าประโยชน์ของผักชีมีดีกว่ากลิ่นและสีสันเขียว ๆ อีกเยอะ จนฮิตฮอตไปไกลถึงต่างประเทศ โดยเฉพาะความฮิตของผักชีที่ประเทศญี่ปุ่น

ผักชี สรรพคุณมีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของผักชีที่อยากให้รู้กันอย่างชัดเจน เราจะแยกเป็นสรรพคุณทางยาของผักชีตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และประโยชน์ของผักชีตามฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้

สรรพคุณทางยาของผักชีตามภูมิปัญญา

ผักชีมีสรรพคุณดี ๆ แทบจะทุกส่วน เริ่มจากส่วนใบผักชี ลำต้น เมล็ดผักชี และราก ตามนี้

– ใบผักชี ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย แก้อาการกระหายน้ำ แก้ไอ แก้หวัด บรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน แก้อาการวิงเวียนศีรษะ รักษาอาการอาหารเป็นพิษ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

– เมล็ดผักชี แก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก และผลผักชียังสามารถแก้บิด แก้อาการถ่ายเป็นเลือด ถ่ายเป็นมูก แก้ริดสีดวงทวาร และบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ด้วย

– ต้นสด มีรสเผ็ด ช่วยขับผื่นหัดให้ออกเร็วขึ้น ขับเหงื่อ ขับลม ช่วยให้เจริญอาหาร ละลายเสมหะ และรักษาโรคริดสีดวงทวาร

– รากผักชี ใช้เป็นน้ำกระสายยา ช่วยขับพิษไข้หัว ไข้อีดำอีแดง รักษาหิด และอีสุกอีใส

วิธีและปริมาณที่ใช้ผักชีเป็นยา

ใช้ต้นผักชีแห้ง 10-15 กรัม หรือต้นสด 60-150 กรัม มาต้มเอาน้ำมาดื่ม หรือคั้นน้ำผักชีมาดื่ม หากใช้ภายนอกให้เอาน้ำต้มผักชีมาชะล้าง หรือนำผักชีต้มมาตำและพอกให้ทั่ว หรือหากจะใช้เมล็ดผักชีแก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก ให้นำเมล็ดผักชีต้มน้ำ แล้วเอาน้ำผักชีมาบ้วนปากบ่อย ๆ

ทั้งนี้เราสามารถรับประทานผักชีเพื่อบำรุงสุขภาพในขนาดที่ใช้ประกอบอาหารตามปกติได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่นะคะ

ข้อควรระวัง

สำหรับคนที่มีประวัติแพ้พืชวงศ์ผักชี (Apiaceae) หรือแพ้คื่นช่าย ยี่หร่า เทียนข้าวเปลือก เทียนสัตตบุษย์ กระเทียม และหอมใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักชี เพราะผักชีอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น เป็นผื่นแพ้ ทำให้ผิวไวต่อแสงแดด เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง เยื่อบุจมูกและตาอักเสบจากภูมิแพ้ รวมไปถึงอาการหลอดลมเกร็งตัวได้

อย่างไรก็ตาม ผักชีเป็นผักที่มีกลิ่นฉุน จึงไม่ควรกินผักชีในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้มีกลิ่นตัวแรงขึ้น หรือหากกินผักชีในปริมาณมาก ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการตาลาย ลืมง่ายขึ้นด้วย

ประโยชน์ของผักชีเชิงวิทยาศาสตร์

ก่อนจะไปถึงสรรพคุณของผักชี เรามาดูคุณค่าทางโภชนาการของผักชีสดในปริมาณ 100 กรัมกันก่อนดีกว่า

ผักชีสด 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

– คาร์โบไฮเดรต 3.67 กรัม
– น้ำตาล 0.87 กรัม
– เส้นใย 2.8 กรัม
– ไขมัน 0.52 กรัม
– โปรตีน 2.13 กรัม
– วิตามินเอ 337 ไมโครกรัม
– เบต้าแคโรทีน 3,930 ไมโครกรัม
– ลูทีนและซีแซนทีน 865 ไมโครกรัม
– วิตามินบี1 0.067 มิลลิกรัม
– วิตามินบี2 0.162 มิลลิกรัม
– วิตามินบี3 1.114 มิลลิกรัม
– วิตามินบี5 0.57 มิลลิกรัม
– วิตามินบี6 0.149 มิลลิกรัม
– วิตามินบี9 62 ไมโครกรัม…

Read Post →

สรรพคุณข้าวเย็นเหนือ

สรรพคุณข้าวเย็นเหนือ ที่เป็นประโยชน์ วิธีกิน ข้าวเย็นเหนือ

, , No Comment

สรรพคุณข้าวเย็นเหนือ หัว มีรสมันกร่อยหวานเล็กน้อย

สรรพคุณข้าวเย็นเหนือ แก้ประดง แก้มะเร็งคุดทะราด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้กามโรค

เข้าข้อออกดอก เข้าข้อ ฝีแผลเน่าเปื่อยพุพอง ทำให้แผลฝียุบแห้ง แก้ประดง แก้เม็ดผื่นคัน ดับพิษในกระดูก

ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ปัสสาวะพิการ แก้อักเสบในร่างกาย นิยมใช้คู่กันทั้งข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้ เรียกว่า ข้าวเย็นทั้งสอง

สรรพคุณของข้าวเย็นเหนือ

-ตำรายาพื้นบ้านมุกดาหารและประเทศมาเลเซียจะใช้เหง้าเป็นยาบำรุง (หัว)
-หัวนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงเลือด (หัว)
-หัวตากแห้งนำมาหั่นผสมในตำรับยาบำรุงกำลัง (หัว)
-ใช้หัวในยาตำรับ นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้มะเร็ง ด้วยการบดยาหัวให้ละเอียดผสมกับส้มโมง ต้มจนแห้งแล้วผสมกับน้ำผึ้งรับประทานวันละ 1 เม็ด (หัว) หัวข้าวเย็นทั้งสองมีกลไกลการออกฤทธิ์ต้านมะเร็งเต้านม (หัว)
-ตำรับยาแก้เบาหวานให้ใช้หัวข้าวเย็นทั้งสอง ใบโพธิ์ และไม้สัก นำมาต้มในหม้อดินเป็นยาดื่ม ส่วนอีกตำรับยาหนึ่งให้ใช้หัวข้าวเย็นทั้งสองผสมกับต้นลูกใต้ใบ นำมาต้มกับน้ำดื่ม (หัว)
-หัวหรือรากมีรสหวานจืด เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อตับ กระเพาะ ใช้เป็นยาขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ (หัว)
-ต้นมีรสจืดเย็น เป็นยาแก้ไข้เรื้อรังและแก้ไข้ตัวร้อน (ผล)
-ใบมีรสจืดเย็น เป็นยาแก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต (ใบ)
-ตำรับยาแก้ไข้ทับระดูและระดูทับไข้ โดยมีอยู่ 2 ตำรับ ตำรับยาแรกใช้ยารวม 4 อย่าง ส่วนตำรับที่สองใช้ 6 อย่าง โดยใช้หัวข้าวเย็นทั้งสองผสมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับ นำมาต้มเอาแต่น้ำดื่ม (หัว)
-หัวมีรสมันกร่อน หวานเล็กน้อย ใช้เป็นยาแก้ประดง (หัว)
-ตำรับยาแก้ไอ ให้ใช้หัวข้าวเย็นเหนือ 5 บาทและหัวข้าวเย็นใต้ 5 บาท นำมาต้มในหม้อดินและเติมเกลือทะเลเล็กน้อย ใช้ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น (หัว)
-ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ (หัว)
-ช่วยแก้ตาแดง (หัว)
-ช่วยขับลมชื้น ด้วยการใช้ข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้อย่างละ 30 กรัม โกฐเขมา, โกฐหัวบัว, เจตมูลเพลิง (ไม่ได้ระบุว่าใช้เจตมูลเพลิงแดงหรือเจตมูลเพลิงขาว), เถาวัลย์เปรียงอย่างละ 20 กรัม นำมาต้มรวมกันใช้เป็นน้ำดื่ม หรือจะนำมาแช่กับเหล้า โดยใส่เหล้าให้ท่วมตัวยา ทิ้งไว้ 7 วัน แล้วนำมารับประทานก็ได้ (หัว)
-รากใช้เป็นยาแก้พยาธิในท้อง (ราก)

สรรพคุณทางยา :

-ราก แก้พุพอง แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ปัสสาวะพิการ แก้พยาธิในท้อง
-หัว แก้มะเร็ง แก้เส้นพิการ น้ำเหลืองเสีย กามโรค ฝีเปื่อย พุพอง และต้นแก้อัมพาตแก้ประดง คุดทะราด น้ำเหลืองเสีย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้กามโรค ฝีแผลเน่าเปื่อยพุพอง เม็ดผื่นคัน ดับพิษในกระดูก แก้ปัสสาวะ
-ใบ แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต
-ผล แก้ลมริดสีดวง
วิธีการใช้ :

-แก้พุพอง แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ปัสสาวะพิการ แก้พยาธิในท้อง นำรากมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
-แก้มะเร็ง นำหัวบดให้ละเอียดผสมกับส้มโมงแล้วต้มจนแห้ง ผสมกับน้ำผึ้งรับประทานวันละ 1 เม็ด สามารถออกฤทธิ์ต้านมะเร็งเต้านม
-แก้เส้นพิการ น้ำเหลืองเสีย กามโรค ฝีเปื่อย พุพอง และต้นแก้อัมพาตแก้ประดง คุดทะราด น้ำเหลืองเสีย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้กามโรค ฝีแผลเน่าเปื่อยพุพอง เม็ดผื่นคัน ดับพิษในกระดูก แก้ปัสสาวะ นำหัวมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
-แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต นำใบมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
-แก้ลมริดสีดวง นำผลมารับประทานสดๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.karatbarsaec.com

Read Post →

สรรพคุณว่านมหาเมฆ

สรรพคุณว่านมหาเมฆ (กระเจียวแดง) สรรพคุณดีแท้ ลดขนรักแร้ แก้ผมร่วง !

, , No Comment

สรรพคุณว่านมหาเมฆ หลาย ๆ คนอาจไม่ค่อยรู้จัก แต่ถ้าเรียกว่ากระเจียวแดง

สรรพคุณว่านมหาเมฆ หรือขมิ้นดำ หลาย ๆ คนก็คงรู้สึกคุ้นหูขึ้นมาบ้าง ซึ่งสาเหตุที่เรานำเรื่องว่านมหาเมฆมาให้ทุกคนได้รู้จักในวันนี้ ก็เพราะมีงานวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งพบว่า ว่านมหาเมฆนั้นช่วยลดขนรักแร้และแก้ผมร่วงได้ แต่อย่างไรก็ตามว่านมหาเมฆไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่นั้น ฉะนั้นเราเลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับว่านมหาเมฆกันให้มากขึ้นกว่านี้ค่ะ

ว่านมหาเมฆคืออะไรกันนะ ?

ว่านมหาเมฆเป็นพืชชนิดเดียวกันกับขิงหรือข่า จัดอยู่ในวงศ์ Zingiberaceae มีลักษณะเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย จึงมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นมากมาย ทั้งกระเจียวแดง ว่านขมิ้นดำ ขมิ้นดำ มหาเมฆ อาวแดง ขิงเนื้อดำ หรือขิงสีน้ำเงิน ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของว่านมหาเมฆ ก็คือ Curcuma aeruginosa Roxb ค่ะ

ว่านมหาเมฆ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นยังไง ?

ว่านมหาเมฆ หรือกระเจียวแดง เป็นไม้ล้มลุกสูงประมาณ 40-60 เซนติเมตร มีเหง้ารูปไข่อยู่ใต้ดิน ขนาด 4-7 x 3-5 เซนติเมตร ภายนอกมีสีสนิมทองแดง ภายในมีสีฟ้าอมเขียว ส่วนใบของว่านมหาเมฆเป็นใบเดี่ยว เรียวยาว ปลายใบแหลม โคนใบรี ขอบใบเรียบ โดยจะเรียงสลับกันอยู่ ใบส่วนมากจะมีความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร กว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร แทบทั้งใบเป็นสีเขียว แต่จะมีสีแดงเลือดหมูแทรกอยู่ตามเส้นกลางใบ

และในส่วนของดอกของว่านมหาเมฆจะมีลักษณะเกิดจากเหง้า เป็นช่อ แต่ละช่อมี 2-7 ดอก เป็นรูปทรงกระบอก ยาว 10-20 เซนติเมตร มักออกดอกในช่วงฤดูฝน ใบประดับของดอกถ้าอยู่ส่วนยอดจะมีสีชมพูหรือแดง ถ้าอยู่ข้างล่างจะมีสีเขียว ส่วนผลของว่านมหาเมฆเป็นรูปไข่ ออกเป็นพวง มีขนหนาแน่น มีเมล็ดด้านใน ทรงคล้ายหยดน้ำ ยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร

ว่านมหาเมฆ สรรพคุณมากแค่ไหน ?

อย่างที่เราเกริ่นไปในตอนแรกว่าสรรพคุณของว่านมหาเมฆช่วยรักษาผมร่วง ปัญหาศีรษะล้าน ถือเป็นสมุนไพรปลูกผมอีกชนิดหนึ่ง นอกจากนั้นว่านมหาเมฆยังมีสรรพคุณช่วยยับยั้งการเจริญของขนรักแร้ได้อีกด้วยนะคะ โดยสรรพคุณของว่านมหาเมฆที่เราได้กล่าวมาทั้งหมดเป็นข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ได้ทำการวิจัยและพบว่า ปัญหาผมร่วงที่มีสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งก็คือฮอร์โมนไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) ที่มีมากเกินไปในบางคน ก่อให้เกิดปัญหาศีรษะล้าน ปัญหาผมร่วง สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ด้วยสรรพคุณจากสมุนไพรอย่างว่านมหาเมฆนี่เลย

โดย รศ. ดร.กรกนก อิงคนินันท์ หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร มหาวิทยาลัยนเรศวร เผยผลวิจัยว่า สารสกัดจากว่านมหาเมฆซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกับขมิ้น มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชายทั้งในระดับหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง โดยว่านมหาเมฆมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไฟว์แอลฟารีดักเทส โดยสารหลักที่ออกฤทธิ์สูงสุดในว่านมหาเมฆคือ เจอมาโครน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเป็นสารที่ไม่ก่อให้เกิดพิษทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง

ดังนั้นทางคณะวิจัยจึงทดลองนำสารสกัดจากว่านมหาเมฆมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมกับกลุ่มอาสาเพศชายที่มีปัญหาศีรษะล้านจำนวน 87 คน ซึ่งกำลังเข้ารับการรักษาปัญหาศีรษะล้านกับโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่งด้วยกัน โดยผลจากการวิจัยก็พบว่า กลุ่มที่ใช้ยาสระผมจากสารสกัดว่านมหาเมฆมีผลที่ดีกว่ากลุ่มที่ใช้ยาสระผมหลอก คือช่วยเพิ่มการงอกและการเติบโตของเส้นผมได้ดีเท่ากับกลุ่มที่ใช้ยาสระผมที่มีสารไมน็อกซิดิล ซึ่งเป็นยากระตุ้นการเจริญของเส้นผมเลยทีเดียว ที่สำคัญยังไม่พบปัญหาระคายเคืองต่อผิวหนังในกลุ่มทดลองเลยสักคนด้วยค่ะ

จากการวิจัยก็ทำให้เราเห็นว่า สรรพคุณของว่านมหาเมฆช่วยแก้ผมร่วง จัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรแก้ผมร่วงได้จริง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้กล่าวเพิ่มเติมว่า หากใช้สารสกัดจากว่านมหาเมฆร่วมกันกับสารไมน็อกซิดิล ก็จะช่วยลดอาการผมร่วงและช่วยให้ผมขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ

ทว่าสรรพคุณของว่านมหาเมฆยังไม่หมดเพียงเท่านี้ค่ะ เพราะคณะนักวิจัยร่วม ได้นำสารสกัดจากว่านมหาเมฆไปต่อยอดทำการศึกษาต่อ โดยเริ่มต้นจากข้อสันนิษฐานว่า การมีแอนโดรเจนฮอร์โมนมากเกินไปจะนำไปสู่การเจริญของขนตามลำตัวและใบหน้ามากกว่าปกติ ดังนั้นสรรพคุณในการยับยั้งฮอร์โมนที่ส่งผลต่อเส้นผมและขนของคนในว่านมหาเมฆน่าจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ทางทีมวิจัยจึงพัฒนาสารสกัดจากว่านมหาเมฆไปผลิตเป็นโรลออน ซึ่งผลจากการประเมินประสิทธิภาพของกลุ่มอาสาสมัครหญิงจำนวน 30 คนก็พบว่า กลุ่มที่ใช้โรลออนที่มีสารสกัดจากว่านมหาเมฆไป 4 สัปดาห์ มีอัตราการเจริญเติบโตของขนรักแร้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการใช้ยาหลอก ดังนั้นในเร็ว ๆ นี้ สาว ๆ อาจจะได้ใช้โรลออนลดขนรักแร้ที่ทำจากว่านมหาเมฆก็ได้นะคะ

อย่างไรก็ตาม ว่านมหาเมฆไม่ได้มีสรรพคุณช่วยแก้ผมร่วงและยับยั้งการขึ้นของขนรักแร้เท่านั้นหรอกค่ะ เพราะว่านมหาเมฆ หรือกระเจียวแดง ขมิ้นดำ จัดเป็นสมุนไพรที่ใช้รักษาและป้องกันโรคมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยสรรพคุณอื่น ๆ และประโยชน์ของว่านมหาเมฆก็มีดังนี้

ว่านมหาเมฆกับสรรพคุณทางยา

เหง้า : นำมาหั่นเป็นแว่น แล้วต้มดื่ม แก้โรคกระเพาะ แก้ท้องร่วง แก้หืดหอบ หายใจไม่ปกติ แก้ไข้ แก้อาเจียน หรือจะหั่นเหง้าแล้วนำไปดองกับเหล้าดื่ม ก็ช่วยรักษาอาการจุกเสียด แน่นท้อง และแก้อาการท้องร่วงได้ อีกทั้งยังช่วยบำรุงให้หายจากอาการปวดมดลูกหรือมดลูกอักเสบ และสามารถดื่มเป็นยารัดมดลูกสำหรับคุณแม่หลังคลอดได้ด้วย นอกจากนี้เรายังสามารถนำเหง้าไปเข้าตำรับยา เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย และช่วยขับลมได้ดี

ดอก : มีรสเผ็ดและกลิ่นหอม ทานเป็นยาระบายและช่วยขับลมได้

หน่ออ่อน : ใช้เป็นยาสมานแผลได้

หัวสด : หัวสดนำมาโขลกให้ละเอียดแล้วผสมกับเหล้าขาว คั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม จะมีสรรพคุณช่วยแก้โรคธาตุพิการ …

Read Post →

สรรพคุณชงโค

สรรพคุณชงโค ประโยชน์ดีต่อสุขภาพ เป็นไม้ประดับก็สวย

, , No Comment

สรรพคุณชงโค ไม้ดอกอย่างชงโคไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

สรรพคุณชงโค แต่สรรพคุณทางยาและประโยชน์ต่อสุขภาพก็ไม่น้อย มาดูสรรพคุณของชงโคกันเลย

ของบางอย่างสวยแต่รูป จูบไม่หอม แต่ไม่ใช่กับชงโคแน่ ๆ ค่ะ เพราะนอกจากชงโคจะเป็นไม้ประดับหน้าตาดีแล้ว ประโยชน์ทางสุขภาพของชงโคก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะสรรพคุณทางยาของชงโค เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักชงโคกันดีกว่า

ชงโค ไม้ประดับเสริมสิริมงคล

ชงโคมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย พม่า ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยชงโคยังเป็นต้นไม้มงคลตามความเชื่อของชาวฮินดู โดยเชื่อว่าชงโคเป็นต้นไม้ของสวรรค์ขึ้นอยู่ในเทวโลก อีกทั้งชงโคยังเป็นต้นไม้ของพระลักษมี พระชายาของพระนารายณ์ จึงจัดว่าชงโคเป็นไม้มงคลที่ควรปลูกเอาไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

มีการสันนิษฐานว่า ชงโคเข้ามาในไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะชงโคมีชื่อปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทย ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ พ.ศ. 2416 ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับชงโคไว้ว่า “ชงโคเป็นชื่อต้นไม้อย่างหนึ่งเหมือนอย่างต้นกาหลง แต่สีมันแดง”

ชงโค ชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพันธุศาสตร์

ชงโคมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinia Purpurea Linn. อยู่ในวงศ์ Leguminosae เช่นเดียวกับกาหลง ทำให้มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่คล้ายกัน และนอกจากชื่อชงโคแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น เสี้ยวหวาน เสี้ยวดอกแดง หรือชงโคในภาษาอังกฤษว่า Orchid Tree

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของชงโคเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ความสูงของต้นประมาณ 5-10 เมตร กิ่งอ่อนมีขนปกคลุม ผลัดใบช่วงสั้น ๆ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับ รูปร่างใบมนเกือบกลม ปลายของใบเว้าลึกมาก คล้ายรูปหัวใจ ใบกว้าง 8-16 เซนติเมตร ยาว 10-14 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ

ดอกชงโคมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โดยดอกจะออกช่อตามปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 6-10 ดอก แต่ละดอกมีกลีบ 5 กลีบ ดอกมีสีชมพูถึงม่วงอมแดง ลักษณะดอกคล้ายดอกกล้วยไม้ ตรงกลางของดอกจะมีเกสรตัวผู้เป็นเส้นยาว 5 เส้น และมีเกสรตัวเมียอยู่ตรงกลาง 1 เส้น ยาวเด่นกว่าเกสรตัวผู้

ชงโค สรรพคุณโอ้โห…ดีงาม

ตามตำราแพทย์แผนไทย ชงโคมีสรรพคุณด้านสมุนไพร ดังนี้

1. แก้ไอ

ใบชงโคสามารถนำไปต้มแล้วจิบเป็นชาแก้อาการไอได้

2. ยาระบาย

ตำรับยาแผนไทยใช้รากชงโคล้างสะอาด ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก ถ่ายยาก และยังมีฤทธิ์ช่วยขับลมในร่างกายอีกด้วย

3. รักษาแผล ฝี

ใบชงโคล้างสะอาดตำให้แหลกแล้วนำมาพอกฝี รักษาแผลได้ แต่ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสติดเชื้อที่แผล แนะนำว่าอย่าโปะใบชงโคลงไปบนแผลโดยตรงจะดีกว่า

4. แก้ท้องเสีย แก้บิด

เปลือกต้นชงโคมีสรรพคุณช่วยแก้ท้องเสีย แก้ปวดบิด

5. แก้พิษร้อน แก้ไข้

ดอกชงโคไม่ได้งามตาเท่านั้น แต่ยังมีสรรพคุณแก้พิษร้อนจากเลือดและน้ำดี แก้ไข้

นอกจากนี้ชงโคยังมีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ได้ด้วยนะคะ บอกแล้วว่าชงโคเป็นต้นไม้ที่มีสรรพคุณทางยาไม่น้อยหน้าดอกไหน ๆ เลยล่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สรรพคุณอำพันทอง

สรรพคุณอำพันทอง หรือขี้วาฬ อ้วกวาฬ ตัวยาบำรุงหัวใจ มีค่ามากยิ่งกว่าทอง !

, , No Comment

สรรพคุณอำพันทอง หรืออ้วกวาฬ หรือขี้ปลาวาฬ

สรรพคุณอำพันทอง วัตถุดิบมูลค่ามหาศาลทั้งยังมีสรรพคุณที่ไม่ธรรมดาเลยสักนิด แถมยังเป็นของหายาก ราคาจึงยิ่งสูงขึ้นไปอีก !

ขึ้นชื่อว่าเป็นขี้ อ้วก หรือดี ที่ถูกขับออกมาจากร่างกาย ย่อมเป็นของที่ไม่มีประโยชน์จนร่างกายไม่ต้องการถูกไหมคะ แต่ไม่ใช่กับมูลปลาวาฬ หรืออำพันทะเล ที่มีไว้เรียกของเสียอย่างหนึ่งที่ถูกขับออกมาจากตัวปลาวาฬ ซึ่งแม้จะเป็นของเสียที่ร่างกายปลาวาฬไม่ต้องการ แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เสาะหาสิ่งนี้มาก เพราะอำพันทะเลหรือขี้ปลาวาฬสรรพคุณไม่ธรรมดา ทั้งเป็นหัวน้ำหอม และในตำรับยาก็ใช้บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ

อำพันทอง คืออะไร

อำพันทอง มีชื่อเรียกอีกหลาย ๆ ชื่อ ทั้งอำพันทะเล มูลปลาวาฬ ขี้วาฬ อ้วกวาฬ ส่วนในภาษาอังกฤษ อำพันทะเลจะเรียกว่า Ambergris อำพันทองคือขี้หรืออ้วกของปลาวาฬหัวทุย (ขึ้นอยู่กับว่าปลาวาฬจะขับออกมาทางไหน) ซึ่งปลาวาฬชนิดนี้ชอบกินปลาหมึกเป็นพิเศษ ทว่าร่างกายของปลาวาฬไม่สามารถย่อยไขมันจากปลาหมึกได้ ทำให้ไขมันจากปลาหมึกสะสมอยู่ในลำไส้ จนร่างกายของปลาวาฬขับถ่ายไขมันส่วนนี้ออกมาพร้อมอุจจาระ หรือสำรอกไขมันเหล่านี้ออกมาเป็นอ้วก ส่วนที่ย่อยสลายได้อย่างอุจจาระหรือสารอื่น ๆ ก็จะสลายไปกับทะเล แต่ไขมันจากปลาหมึกที่ย่อยสลายไม่ได้จะลอยตัวอยู่บนผิวน้ำทะเล

ทั้งนี้เมื่อปลาวาฬขับถ่ายหรือสำรอกออกมาแล้ว เริ่มแรกก้อนนี้จะมีกลิ่นเหม็น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนหรือเป็นปี ถูกทั้งน้ำทะเลและแสงแดดทำปฏิกิริยา อ้วกวาฬหรือขี้ปลาวาฬดังกล่าวจะกลายสภาพเป็นก้อนแข็งสีขาว สีน้ำตาล สีเทา หรือสีดำ ตามระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นเหม็นของขี้ปลาวาฬจะกลายเป็นกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นน้ำมันหอมระเหย

อำพันสีทอง สรรพคุณดีอย่างไร

สรรพคุณของอำพันทะเล หรือขี้ปลาวาฬ โดยมากมักจะถูกนำไปสกัดเป็นหัวน้ำหอม หรือเป็นกลิ่นไวน์ และกลิ่นอาหารบางชนิด เพราะไขจากลำไส้วาฬสามารถเก็บกลิ่นไว้ได้นาน โดยนอกจากสรรพคุณในด้านนี้แล้ว อำพันทองยังถูกใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในตำรับยาแผนไทย โดยระบุไว้ว่า อำพันทองมีรสเอียนคาวเล็กน้อย มีสรรพคุณบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย แก้ลมวิงเวียน แก้เสมหะ และบำรุงโลหิต จึงมีการนำอำพันทองมาเป็นส่วนผสมในยาแผนโบราณตำราต่าง ๆ อาทิ ยาหอมอินทจักร์

อำพันทะเล ราคาเท่าไร

เนื่องจากอำพันทะเลเป็นของหายาก ดังนั้นสนนราคาจึงค่อนข้างสูง โดยมีสนนราคากิโลกรัมละหลายพันไปจนถึงหลายหมื่นบาท ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีข่าวชาวประมงในต่างประเทศเจออำพันทะเลขนาดใหญ่หนักเกือบ 100 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าหลายล้านเหรียญเลยทีเดียว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สรรพคุณต้นอังกาบหนู

สรรพคุณต้นอังกาบหนู รักษามะเร็งได้จริงไหม เปิดสรรพคุณอันไม่ธรรมดา

, , No Comment

สรรพคุณต้นอังกาบหนู ไม่ธรรมดา

สรรพคุณต้นอังกาบหนู แต่จะเป็นสมุนไพรเทวดาอย่างที่ชาวบ้านเรียกขานหรือไม่ มาเช็กข้อมูลกัน อังกาบหนู สรรพคุณดียังไง

ต้นอังกาบหนูที่กำลังเลื่องลือถึงสรรพคุณของอังกาบหนูว่าเด็ดดวง ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ โดยมีชาวบ้าน จ.สุโขทัย ลองกินสมุนไพรอังกาบหนูแล้วอาการมะเร็งดีขึ้น (อ่านข่าว พบสมุนไพรรักษามะเร็ง “ต้นอังกาบหนู” คนสุโขทัยกินแล้วหายกว่า 10 ราย วอนรัฐวิจัยด่วน) ทว่างานวิจัยที่แน่ชัดถึงสรรพคุณของอังกาบกับการรักษาโรคมะเร็งยังไม่เคยมีรายงานให้เราได้ทราบกัน แต่วันนี้กระปุกดอทคอมจะพามารู้จักสรรพคุณต้นอังกาบหนู ว่ามีดียังไงบ้าง

อังกาบหนู สมุนไพรตัวจี๊ด

อังกาบหนูมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Barleria prionitis L. เป็นพืชในวงศ์ ACANTHACEAE ภาษาอังกฤษ เรียก Porcupine flower ส่วนในบ้านเรามีชื่อท้องถิ่นเรียกขานกันทั้ง ต้นอังกาบหนู ก้านชั่ง ลืมเฒ่าใหญ่ อังกาบกานพลู ทองระอา มันไก่ เขี้ยวเนื้อ เขี้ยวแก้ว และคันชั่ง

อังกาบหนู ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นอย่างไร

ต้นอังกาบหนูเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-1.5 เมตร ตามโคนต้นจะมีหนามแหลมยาวประมาณครึ่งเซนติเมตร กิ่งก้านของต้นอังกาบหนูจะแตกออกไปรอบ ๆ ต้น ส่วนใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของใบเป็นทรงรี ปลายและโคนใบจะแหลม ส่วนกลางใบจะกว้างประมาณ 0.5-1 นิ้ว ยาว 1.5-2 นิ้ว ขอบใบเรียบ มีสีเขียวอ่อน

ต้นอังกาบมีดอกออกเป็นช่อค่อนข้างแน่น ดอกมีหลายสีทั้งสีเหลืองสด สีฟ้า สีขาว สีม่วงอ่อนแกมชมพู ที่โคนช่อดอกมีใบประดับรูปขอบขนานยาว ขอบใบเว้า ดอกส่วนโคนเชื่อมเป็นหลอด ยาว 3-4 เซนติเมตร ด้านนอกมีขนและมีเกสรผู้ 4 อัน แบ่งเป็นเกสรสั้น 2 เกสรยาว 2 ผลอังกาบหนูเป็นฝักรูปยาวรี ปลายและโคนแหลม ด้านในมีเมล็ดประมาณ 4 เมล็ดซ่อนอยู่

อังกาบหนู สรรพคุณที่ควรรู้จัก

ข้อมูลจากตำรับยาพื้นบ้าน และภูมิปัญญาหมอชาวบ้าน พบว่า สรรพคุณของต้นอังกาบใช้ได้หลายส่วนและบำบัดอาการได้หลายโรค ดังนี้

* ใบอังกาบหนู

– ต้มใบกินแก้ปวดฝี ถอนพิษร้อนอักเสบ
– แก้ไข้ แก้หวัด โดยคั้นน้ำต้มใบอังกาบมากินเป็นยา
– เคี้ยวใบกินแก้ปวดฟัน
– คั้นน้ำใบอังกาบหนูผสมน้ำผึ้งช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
– กินใบสด ๆ แก้ท้องผูก
– น้ำคั้นจากใบใช้หยอดหู แก้อาการหูอักเสบได้
– คั้นใบแก้พิษงู
– น้ำคั้นจากใบใช้รักษาอาการคัน
– น้ำต้มใบแก้ปวดบวม ปวดตามข้อ
– น้ำต้มจากใบช่วยแก้อาหารไม่ย่อย
– น้ำจากใบช่วยฟอกโลหิต

* ดอกต้นอังกาบหนู

– บำรุงธาตุทั้งสี่ โดยนำดอกอังกาบหนูมาตากแห้งแล้วต้มกินเป็นยา
– น้ำต้มจากดอกอังกาบหนูแห้งใช้ดื่มละลายเสมหะ บรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะได้

* รากต้นอังกาบหนู

– รากชนิดดอกสีเหลืองมีฤทธิ์แก้ไข้ ดับพิษร้อนในร่างกาย รากชนิดดอกสีฟ้าม่วงช่วยขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน
– รากแก้พิษตะขาบ พิษงู
– ต้มรากผสมน้ำมะนาวแก้กลากเกลื้อน
– น้ำต้มจากรากแก้อาหารไม่ย่อย โดยอาจผสมน้ำมะนาวช่วยเพิ่มรสชาติและกระตุ้นระบบย่อยอาหารได้
– รากใช้เป็นยารักษาฝี
– คุมกำเนิด โดยสารสกัดจากรากอังกาบหนูมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสเปิร์ม และทำให้การเคลื่อนไหวของสเปิร์มลดลงในหนูทดลอง แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนในคน

นอกจากนี้ยังมีคนนำทั้ง 5 ส่วนของต้นอังกาบหนู ทั้งใบ ราก ดอก เมล็ด เกสร มาต้มเป็นยาแก้ไขข้ออักเสบด้วยนะคะ เนื่องจากพบว่า ต้นอังกาบหนูมีฤทธิ์ต้านอักเสบ ช่วยลดปวดจากการอักเสบ

ต้นอังกาบหนู ประโยชน์ก็มี

ไม่เพียงแต่สรรพคุณทางยาเท่านั้นแต่ต้นอังกาบหนูยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ตามนี้เลย

– น้ำคั้นจากใบใช้ทาแก้ส้นเท้าแตก
– ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับก็สวยงาม และยังสามารถนำใบ ราก ดอก ของต้นอังกาบมาทำยาสมุนไพรได้อีกด้วย

ต้นอังกาบหนู รักษามะเร็งได้จริงไหม

แม้จะมีรายงานว่า พบชาวบ้านจำนวนหนึ่งหายจากโรคมะเร็งด้วยการใช้สมุนไพรต้นอังกาบหนูเป็นประจำ ทว่าก็ยังไม่มีงานวิจัยใดที่สามารถยืนยันสรรพคุณของต้นอังกาบหนูในข้อนี้ได้อย่างชัดเจนนะคะ โดยจากการศึกษาพบว่า สารสกัดต้นอังกาบหนูมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน แต่ยังไม่ได้มีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็งที่เด่นชัด ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ต้นอังกาบหนูเพื่อรักษามะเร็งอย่างเพียว ๆ แต่ควรได้รับการรักษาร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการรักษาโรคมะเร็ง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะใช้สมุนไพรไม่ว่าจะชนิดใดก็ตาม เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจไม่เหมาะสมกับคนแต่ละคน และควรคำนึงถึงปริมาณในการกินด้วย เพราะอาจมีผลกระทบต่อไตได้…

Read Post →

สรรพคุณผักไชยา

สรรพคุณผักไชยา สมุนไพร ใช้แทนผงชูรสได้ สรรพคุณ เป็นอย่างไร

, , No Comment

สรรพคุณผักไชยา ( Chaya ) หรือ คะน้าเม็กซิกัน

สรรพคุณผักไชยา สมุนไพร ต้นผงชูรส ลักษณะของผักไชยา เป็นอย่างไร คุณค่าทางโภชนาการ สรรพคุณของผักไชยา เช่น บำรุงเลือด บำรุงกระดูก โทษของผักไชยา มีอะไรบ้าง

ต้นผักไชยา ( Chaya ) ชื่อวิทยาศาสตร์ของผักไชยา คือ Cnidoscolus chayamansa เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับต้นยางพารา สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของผักไชยา เช่น ชายา มะละกอกินใบ คะน้าเม็กซิกัน ต้นผงชูรส ผักโขมต้น เป็นต้น ลำต้นผักไชยา นำมาตากแห้ง บดให้เป็นผง ใช้แทนผงชูรสได้ดี ใช้ผสมกับอาหาร ช่วยให้มีรสชาติกลมกล่อม ผักไชยา นิยมนำมารับประทานเป็นอาหารโดยใช้ส่วนของยอดอ่อนและใบ เมื่อเด็ดยอดอ่อนแล้วต้องนำมาปอกเปลือกออก ในเมืองไทยนิยมนำมาทำเมนู ผัดไชยาน้ำมันหอย ผักไชยาผัดไข่ ผัดราดหน้า ผัดซีอิ๊ว แกงส้ม ลวกจิ้มกับน้ำพริกก็ได้

ลักษณะของต้นผักไชยา

ต้นผักไชยา หรือ คะน้าเม็กซิกัน สามารถขยายพันธุ์ ได้โดยการตอนกิ่ง ปักชำ และ เพาะเมล็ดพันธ์ คะน้าเม็กซิโก เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่มีความชื้น ระบายน้ำได้ดี ชอบแสงแดด ระยะเวลาปลูก 60 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อนำมารับประทานได้

ต้นคะน้าเม็กซิโก เป็นไม้ยืนต้น ทรงพุ่ม ถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเขตร้อน ประเทศเม็กซิโก พบต้นคะน้าเม็กซิกัน การกระจายพันธุ์อยู่ในกัวเตมาลา และ ทวีปอเมริกากลาง ลักษณะของต้นไชยา มีดังนี้

-ลำต้นไชยา ลักษณะอวบน้ำ ความสูงประมาณ 2 ถึง 6 เมตร เปลือกของลำต้นสีน้ำตาล ลำต้นมีน้ำยางสีขาว
-ใบไชยา ลักษณะใบสีเขียวคล้ายใบมะละกอ ขอบเป็นแฉกๆ ใบหนึ่งมี 3 ถึง 4 แฉก
-ดอกผักไชยา ออกดอกเป็นช่อ ดอกออกบริเวณปลายกิ่ง

ต้นไชยาเป็นไม้พุ่ม ชนิดหนึ่ง ลักษณะใบสีเขียวคล้ายใบมะละกอ เมื่อเด็ดออกมาจะมียางสีขาว ต้นโตง่าย สามารถสูงได้ถึง 6 เมตร รสชาติไม่ขม ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว ได้รับความนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารในประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา และประเทศแถบอเมริกากลาง

คุณค่าทางโภชนาการของผักไชยา

สำหรับคะน้าเม็กซิโกหรือผักไชยา นำยมรับประทานก้านและยอด มีการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของใบผักไชยาขนาด 100 กรัม ขนาด 100 กรัม มีสารอาหารสำคัญประกอด้วย น้ำร้อยละ 85.3 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 4.2 โปรตีนร้อยละ 5.7 ไขมันร้อยละ 0.4 กากใยอาหารร้อยละ 1.9 แคลเซียม 199.4 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 217.2 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 39 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 11.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 164.7 มิลลิกรัม และ วิตามินเอ 0.085 มิลลิกรัม ผักไชยามีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าผักโขมมากถึง 2 เท่า

สรระคุณของผักไชยา

การนำผักไชยามาใช้ประโยชน์ด้านการรักษาโรคและการบำรุงร่างกาย ใช้ประโยชน์จากก้านและใบ โดย สรรพคุณของผักไชยา มีดังนี้

-ช่วยบำรุงร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง
-ช่วยบำรุงเลือด ทำให้เลือดหมุนเวียนดี ช่วยลดคอเลสเตอรอล เพิ่มธาตุเหล็กให้กับเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดการอักเสบในเส้นเลือด ช่วยบรรเทาโรคไขข้ออักเสบ
-บำรุงระบบทางเดินอาหาร ช่วยการย่อยอาหาร ช่วยบรรเทาริดสีดวงทวาร
-บำรุงสายตา ช่วยในการมองเห็น บำรุงสายตา
-บำรุงกระดูก เพิ่มแคลเซียมให้กระดูก รักษาโรคกระดูกพรุน
-บำรุงสมอง ช่วยให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันอาการปวดหัว
-บำรุงระบบทางเดินหายใจ รักษาโรคหอบหืด ป้องกันอาการไอ ลดการสะสมและลดการติดเชื้อในปอด ช่วยฆ่าเชื้อในปอด
-ช่วยลดน้ำหนัก ปรับสมดุลของระบบการเผาผลาญ
-บำรุงตับ ช่วยล้างพิษในตับ

โทษของผักไชยา

ต้นไชยามีพิษ เนื่องจาก มีสารกลูโคไซด์ เป็นสารที่อยู่ในผักไชยาดิบ การนำผักไชยามารับประทานต้องทำให้้สุกก่อน เพื่อทำลายฤทธิ์ของสารพิษ ให้นำไปต้ม …

Read Post →

สรรพคุณว่านหางจระเข้

สรรพคุณว่านหางจระเข้ 7 ประการ บำบัดอาการป่วยได้น่าทึ่ง!

, , No Comment

สรรพคุณว่านหางจระเข้ พืชสมุนไพรไทย

สรรพคุณว่านหางจระเข้ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง ดูแลทั้งผิวหนังและดีต่อความงาม สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าว่านหางจระเข้มีสรรพคุณอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะมาแนะนำให้ทราบดังนี้ค่ะ

1.ลดรอยไหม้จากการฉายรังสี
ผู้ป่วยที่ต้องรับการฉายรังสีย่อมมีรอยไหม้เกิดขึ้นที่ผิวแน่นอน แต่สามารถนำวุ้นว่านหางจระเข้มาประคบผิวที่เกิดรอยไหม้หลังทำคีโมได้ แถมยังช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนได้ดีและช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวรวดเร็วขึ้นด้วย

2.รักษาแผลที่เกิดจากของมีคม
หากมีแผลที่เกิดจากของมีคมบาดหรือแม้แต่แผลถลอก คุณสามารถนำวุ้นว่านหางจระเข้ที่มีเมือกอยู่มาแปะลงไปบนแผลได้เลยค่ะ เพราะฤทธิ์จากเมือกว่านหางจระเข้จะช่วยเร่งให้แผลเกิดการสมานตัวได้เร็วยิ่งขึ้น

3.บรรเทาอาการปวดศีรษะ
ให้ตัดเอาใบสดจากต้นมาจากนั้นทาด้วยปูนแดงบริเวณวุ้น เพื่อประคบบริเวณขมัยหรือท้ายทอย รวมถึงจุดที่เกิดอาการปวดก็จะช่วยให้อาการปวดศีรษะทุเลาลง

4.ฟื้นบำรุงผิวหลังออกแดด


นำวุ้นว่านหางจระเข้มาล้างให้สะอาดจากนั้นทาผิวที่เกิดปัญหาไหม้แสบร้อนจากแดด สำหรับใครที่มีผิวแห้งกร้านมากๆ อาจผสมกับน้ำมันมะพร้าวเพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นมากขึ้นได้ด้วย

5.รักษาฝีและริดสีดวงทวาร
ให้ทำความสะอาดผิวในส่วนที่เกิดโรคจนแห้งจากนั้นใช้วุ้นว่านหางจระเข้แปะลงบนแผล ถ้าเป็นทวารหนักก็ให้ปอกเปลือกวุ้นจนกลายเป็นแท่ง ล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำไปแช่ตู้เย็นจนแข็ง จากนั้นนำมาใช้สอดเหน็บเข้าไปยังช่องทวารหนัก ทำวันละ 1 – 2 ครั้งจะช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวารให้ดีขึ้นได้

6.ช่วยรักษาแผลไฟไหม้และแผลน้ำร้อนลวก


นำวุ้นว่านหางจระเข้สดที่ล้างยางออกแล้วมาประคบผิวบริเวณที่เกิดปัญหา ก็จะช่วยลดอาการแสบร้อน ช่วยสมานแผลและทำให้ไม่เกิดรอยแผลเป็นด้วยค่ะ

7.ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน
ให้ตัดเอาเนื้อว่านหางจระเข้ออกมาเป็นแท่งเล็กๆ ยาวประมาณ 2–3 เซ็นติเมตรแล้วนำไปเหน็บตามซอกฟันบริเวณที่เกิดอาการปวดหรืออาจจะประคบทิ้งไว้ก็ได้ค่ะ โดยจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที อาการปวดก็จะค่อยๆ ลดลง

ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ยละคะว่าสรรพคุณจากว่านหางจระเข้นั้นมีมากมายจริงๆ เมื่อทราบถึงประโยชน์จากว่านหางจระเข้ดีแล้ว หวังว่าหากมีโอกาสคุณจะนำมันไปรักษาหรือบำบัดอาการป่วยบ้างนะคะ

เชื่อว่าการรักษาหรือบำบัดโรคด้วยสมุนไพรไทยพื้นบ้านอย่างว่านหางจระเข้จะทำให้อาการเจ็บป่วยทุเลาลงได้ดีแน่นอน แถมยังช่วยประหยัดเงินค่ายาแผนปัจจุบันได้อย่างไม่น่าเชื่อด้วยค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

Read Post →

สรรพคุณขมิ้นขาว

สรรพคุณขมิ้นขาว สมุนไพรไทยอีกหนึ่งชนิดที่ไม่ควรมองข้าม

, , No Comment

สรรพคุณขมิ้นขาว หรือสมุนไพรที่บางพื้นที่เรียกว่านขมิ้นขาว

สรรพคุณขมิ้นขาว ว่านม่วง หรือขมิ้นม่วง เป็นสมุนไพรที่มีดอกสวยงาม เหง้า ราก มีกลิ่นหอม และแฝงไปด้วยสรรพคุณในตัวเองอีกหลายประการ ของดีแบบนี้เราจึงต้องบอกต่อให้โลกรู้ว่า ขมิ้นขาวสรรพคุณดียังไง

ข้อมูลขมิ้นขาว สมุนไพรน่าว้าวต่อร่างกาย

ขมิ้นขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma mangga Valeton & Zijp ส่วนภาษาอังกฤษของขมิ้นขาว คือ White Turmeric ขมิ้นขาวเป็นพืชในวงศ์ ZINGIBERACEAE จัดอยู่ในสกุลเดียวกันกับขมิ้นชัน

ลักษณะของขมิ้นขาว

ขมิ้นขาวมีหัวรูปไข่ ขนาดประมาณ 3-4 x 2-3 เซนติเมตร ภายในมีสีขาวบริเวณแกนกลาง หัวมีสีเหลืองอ่อนจนเกือบขาว เหง้าแตกสาขา หนาประมาณ 1.5 เซนติเมตร ขนาดของลำต้นขมิ้นขาวสูงประมาณ 40-80 เซนติเมตร ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว กว้าง 12-15 เซนติเมตร ยาว 30-40 เซนติเมตร ก้านยาวหุ้มต้น ดอกสีเหลืองอ่อน กลีบประดับสีเขียวอมชมพูซ้อนทับกันหลายกลีบ ดอกขมิ้นขาวจะออกเป็นช่อ ก้านช่อยาวแทงจากเหง้าใต้ดิน มักออกดอกในช่วงฤดูฝน

คุณค่าทางโภชนาการของขมิ้นขาว

จากตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย พบวา ขมิ้นขาว ปริมาณ 100 กรัม ให้คุณค่าทางอาหาร ดังนี้

– พลังงาน 26 กิโลแคลอรี
– น้ำ 93.9 กรัม
– โปรตีน 0.5 กรัม
– ไขมัน 0.5 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 4.8 กรัม
– เส้นใยอาหาร 0.8 กรัม
– เถ้า 0.3 กรัม
– ฟอสฟอรัส 158 มิลลิกรัม
– เหล็ก 26 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 2 0.01 มิลลิกรัม
– ไนอาซีน 0.5 มิลลิกรัม
– วิตามินซี 16 มิลลิกรัม

ขมิ้นขาว สรรพคุณดียังไง

สรรพคุณของขมิ้นชันมีดีที่ช่วยลดการอักเสบ ช่วยย่อย ส่วนสรรพคุณของขมิ้นขาวดียังไงบ้าง ตามมาดู

1. ช่วยย่อยอาหาร
เหง้าอ่อนของขมิ้นขาวมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย และมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร สามารถกินเหง้าอ่อนสด ๆ แกล้มกับอาหาร จิ้มกับน้ำพริก หรือนำเหง้าอ่อนไปต้มเป็นชาแล้วดื่มแก้แน่นท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อยก็ได้

2. ขับลม
สรรพคุณสุดจี๊ดอีกอย่างของขมิ้นขาวก็คือช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะหากกินเหง้าอ่อนของขมิ้นขาวสด ๆ จะช่วยในการขับลมได้เป็นอย่างดี

3. ลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง


เนื่องจากขมิ้นขาวมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร จึงมีส่วนช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง เนื่องจากกรดเกินในกระเพาะหรืออาหารไม่ย่อยได้

4. รักษาแผลในลำไส้
สารเคอร์คูมินในขมิ้นขาวมีฤทธิ์รักษาแผลในลำไส้ ทั้งยังช่วยระงับอาการติดเชื้อหนองได้ดีอีกด้วย

5. บรรเทาอาการคลื่นไส้


กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเหง้าขมิ้นขาวเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น แก้วิงเวียน คลื่นเหียน บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้นะคะ

6. ช่วยให้เจริญอาหาร
ใครที่เบื่ออาหาร ไม่ค่อยอยากรับประทานอะไรเท่าไร ลองกินเหง้าอ่อนขมิ้นขาวสักนิด หรือดมกลิ่นจากเหง้าของขมิ้นขาวก็จะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารขึ้นมาได้

7. รักษาโรคผิวหนัง
โดยเฉพาะปัญหาผิวหนังจากการติดเชื้อ แผลเป็นหนอง สารเคอร์คูมินในขมิ้นขาวจะช่วยจัดการระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคให้ โดยให้นำเหง้าขมิ้นขาวตากแห้งแล้วนำมาต้มน้ำอาบ หรือจะตำเหง้าสดขมิ้นขาวให้พอแหลกแล้วมาพอกบริเวณแผลก็ได้เช่นกัน

8. ขับปัสสาวะ
ขมิ้นขาวจัดเป็นสมุนไพรขับปัสสาวะอีกชนิดหนึ่ง และยังมีดีที่ช่วยลดการอักเสบติดเชื้อในร่างกายได้ ใครที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ลองศึกษาข้อมูลของขมิ้นขาวไว้บ้างก็ดี

9. ขับน้ำนมแม่ลูกอ่อน


ไม่ใช่แค่หัวปลีเท่านั้นที่เป็นอาหารขับน้ำนม แต่ขมิ้นขาวก็มีสรรพคุณช่วยขับน้ำนมให้คุณแม่ลูกอ่อนได้ไม่แพ้กัน

10. กระตุ้นการหลั่งน้ำดี

สารเคอร์คูมินและน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในขมิ้นขาวมีส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี มีสรรพคุณรักษานิ่วในถุงน้ำดี และลดการอักเสบของบาดแผล

ขมิ้นขาว ทำอาหารอะไรได้บ้าง

เหง้าของขมิ้นขาวสามารถรับประทานสด ๆ เป็นเครื่องเคียง หรือจะนำเหง้าอ่อนมาเป็นผักจิ้มน้ำพริก ทำยำขมิ้นขาว ทำแกงขมิ้น หรือกินกับน้ำบูดูก็อร่อย

ขอบคุณแหล่งที่มา …

Read Post →