Posts By CARTER

สรรพคุณสะระแหน่

สรรพคุณสะระแหน่ จัดว่าเด็ด ขับลม แก้ปวดฟัน มีน้ำมันหอมระเหย

, , No Comment

สรรพคุณสะระแหน่ เป็นสมุนไพรที่ใบเล็ก แต่กลิ่นหอมแรง

สรรพคุณสะระแหน่ ก็จัดว่าไม่ธรรมดาด้วยเหมือนกัน และใครอยากทราบว่าสะระแหน่นำไปทำอะไรได้บ้าง นอกจากตกแต่งอาหาร เครื่องดื่ม

หรือกินแกล้มกับเมนูของคาว เรามาดูประโยชน์สะระแหน่ที่มีต่อสุขภาพกันเลย

สะระแหน่ สมุนไพรมีกลิ่นหอมสดชื่น

สะระแหน่เป็นไม้ล้มลุกในวงศ์ Labiatae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Mentha cordifolia Opiz ex Fresen

ส่วนชื่อภาษาอังกฤษของสะระแหน่ก็เรียกว่า Kitchen Mint หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Mint และนอกจากชื่อสะระแหน่แล้ว

ในบางพื้นที่ยังเรียกสะระแหน่ด้วยชื่ออื่น ๆ เช่น หอมด่วน (ภาคเหนือ), มักเงาะ สะแน (ภาคใต้) หรือสะระแหน่สวน (ภาคกลาง) เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของสะระแหน่

สะระแหน่เป็นไม้ล้มลุก มีเถาเลื้อยไปตามพื้นดิน ลำต้นทรงรูปสี่เหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงออกไปทางน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม

รูปทรงใบค่อนข้างรี กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาว 2-3 เซนติเมตร ผิวใบย่น ขอบใบหยักฟันเลื่อย

ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ดอกและช่อสะระแหน่ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก

ประโยชน์สะระแหน่และสรรพคุณทางยา

1. ขับลม
ตำรายาไทยใช้ใบสดกินเป็นยาขับลม เพราะใบสะระแหน่มีสารประกอบจำพวกเมนทอลอยู่มาก มีรสร้อนนิด ๆ กินเป็นยาขับลมได้ดี

2. ช่วยย่อยอาหาร
ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Maryland Medical Center) ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า

สะระแหน่มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อกระเพาะอาหาร และมีส่วนกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำดีในร่างกาย ช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น

โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน ทั้งนี้สูตรช่วยย่อยอาหาร สามารถนำใบสะระแหน่สดมาต้มกับน้ำสะอาดแล้วดื่มแก้อาหารไม่ย่อยได้

3. บรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน
มีงานวิจัยเปิดเผยว่า อาสาสมัคร 57 คนที่มีอาการลำไส้แปรปรวน เมื่อกินน้ำมันสะระแหน่ชนิดแคปซูลนาน 4 สัปดาห์

มีอาการลำไส้แปรปรวนลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินน้ำมันสะระแหน่

นอกจากนี้การศึกษาในไต้หวันยังพบว่า อาสาสมัครที่กินน้ำมันสะระแหน่ชนิดแคปซูลก่อนอาหาร 15-30 นาที

มีอาการท้องอืดและมีกรดแก๊สในกระเพาะอาหารลดลง และยังพบว่าผู้ป่วยมากกว่า 80% มีอาการปวดในช่องท้องลดลงด้วย
4. แก้ปวดหัว
กลิ่นน้ำมันหอมระเหยในใบสะระแหน่มีส่วนช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและมีสรรพคุณระงับปวดได้

โดยใช้สะระแหน่ทั้งต้นประมาณ 500 กรัม โขลกจนละเอียด แล้วนำไปต้มกับน้ำเพื่อแยกเอาส่วนน้ำมันออก เพื่อที่เราจะใช้น้ำมันสะระแหน่ที่ได้มานวดคลึงขมับเมื่อรู้สึกปวดเวียนศีรษะ

5. แก้คลื่นไส้


กลิ่นหอมจากสารเมนทอลในใบสะระแหน่ทำให้รู้สึกสดชื่น บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ และอาการคลื่นไส้ได้ โดยใช้ใบสด 1 กำมือ

โขลกจนละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาผสมกับน้ำอุ่น 1 แก้วกาแฟ จิบอุ่น ๆ แก้อาการคลื่นไส้ วิงเวียน

6. ฆ่าเชื้อในช่องปาก แก้ปวดฟัน
อย่างที่บอกว่าสรรพคุณของสะระแหน่ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ดังนั้นอาการปวดฟันก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรงสะระแหน่เท่าไรค่ะ

โดยใช้ใบสะระแหน่ประมาณ 1 กำมือ โขลกพอแหลก แล้วนำไปต้มกับน้ำประมาณ 1 ถ้วยกาแฟ จากนั้นเคี่ยวต่อจนเหลือน้ำแค่ครึ่งเดียว ทิ้งไว้ให้อุ่น แล้วนำมากลั้วปากและลำคอเพื่อฆ่าเชื้อในช่องปาก บรรเทาอาการปวดฟัน เจ็บคอ และเจ็บโคนลิ้น

7. บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก
หลายคนชอบกลิ่นสะระแหน่เพราะมีกลิ่นหอม ซึ่งน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในสะระแหน่นี่แหละค่ะที่ช่วยลดอาการอักเสบในเยื่อบุจมูก

บรรเทาอาการหลอดลมหดตัว ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกจากหวัด และอาการหอบหืดได้ โดยดมน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ หรือทำชาสาระแหน่จิบอุ่น ๆ ก็ได้

8. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย


สะระแหน่เป็นสมุนไพรมีรสร้อน แต่มีฤทธิ์เย็น และมีสรรพคุณแก้ปวด

จึงสามารถบรรเทาอาการปวดแสบจากพิษแมลงสัตว์กัดต่อยได้ โดยให้ใช้ใบสะระแหน่สดใหม่ 5-10 ใบ โขลกจนละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณที่แมลงกัด

9. แก้คัน
ความเย็นจากใบสะระแหน่ก็ช่วยบรรเทาอาการคันบนผิวหนัง อีกทั้งสะระแหน่ยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ

จึงช่วยลดอาการคัน ฟกช้ำ หรืออาการระคายเคืองที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง โดยตำใบสะระแหน่ให้ละเอียดแล้วนำมาพอกผิวแก้คัน

ข้อควรระวังในการใช้สะระแหน่

* ห้ามใช้น้ำมันสะระแหน่กับทารกหรือเด็กเล็ก เพราะอาจทำให้เกิดอาการระคยเคืองในระบบทางเดินหายใจ และอาจทำให้ปอดอักเสบได้

* ข้อมูลจากวารสาร Toxicology and Industrial Health เผยว่า ชาสะระแหน่มีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กในหนูทดลอง

และแม้จะยังไม่มีผลทดลองในคน ทว่าผู้ที่มีภาวะโลหิตจางก็ควรหลีกเลี่ยงสะระแหน่ไว้ก่อน

* ผู้เป็นโรคกรดไหลย้อนควรหลีกเลี่ยงสะระแหน่ เนื่องจากสะระแหน่มีผลคลายกล้ามเนื้อหูรูดในหลอดอาหาร อาจส่งผลให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบขึ้นมาได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สรรพคุณเพชรสังฆาต

สรรพคุณเพชรสังฆาต แก้ริดสีดวง พ่วงประโยชน์ช่วยลดน้ำหนัก

, , No Comment

สรรพคุณเพชรสังฆาต สมุนไพรไทยที่ไม่ได้มีดีแค่ช่วยระบาย รักษาริดสีดวงทวารก็ได้

สรรพคุณเพชรสังฆาต แต่ยังช่วยลดน้ำหนัก และมีประโยชน์ต่อสุขภาพนานับปการ อย่าเพิ่งสบประมาทว่าเป็นแค่ไม้ประดับ ถ้ายังไม่ได้รู้ถึงสรรพคุณ

สมุนไพรไทยเป็นของดีของไทยที่มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แถมยังชอบซุกซ่อนอยู่ในที่ที่เราคาดไม่ถึงเสียก็มาก บางอย่างก็อยู่ในอาหาร

สมุนไพรบางชนิดก็เป็นไม้ประดับที่เราเห็นกันจนชินตา อย่างเช่น เพชรสังฆาต ที่หลายคนอาจจะปลูกเอาไว้เป็นไม้ประดับในบ้าน

แต่กลับไม่รู้เลยว่าภายใต้ความสวยงามที่แปลกตานั้น สรรพคุณของเจ้าสมุนไพรชนิดนี้น่ะมากมายเพียงไหน

ได้เวลาหันมาให้ความสนใจกับเจ้าสมุนไพรชนิดนี้แล้วล่ะค่ะ ลองมาทำความรู้จักประโยชน์ของเพชรสังฆาตกัน โดยเฉพาะคนที่ถ่ายยาก และยังอยากลดน้ำหนักมามุงตรงนี้ด่วนเลยจ้า

เพชรสังฆาต มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. และมีชื่อเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่นอื่น ๆ อีกว่า สันชะควด (กรุงเทพฯ) ขั่นข้อ (ราชบุรี) สามร้อยต่อ (ประจวบคีรีขันธ์)

เพชรสังฆาต เป็นพื้นประเภทไม้เถาเลื้อย ซึ่งโดยปกติแล้วมักนิยมปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับ เนื่องจากเป็นพืชที่มีรูปร่างแปลกตา

และมีดอกและช่อสีแดงสวยงาม อีกทั้งยังสามารถปลูกเป็นรายได้เสริมด้วยการนำเถามาหั่นแล้วตากแห้งทำเป็นยาสมุนไพรได้อีกด้วยค่ะ

เพชรสังฆาต หน้าตาเป็นอย่างไร

เพชรสังฆาตเป็นไม้เถาทรงสี่เหลี่ยมเป็นข้อปล้องต่อกัน เปลือกเถาเรียบสีเขียวอ่อน ขนาดของปล้องแต่ละปล้องยาวประมาณ 3-15 เซนติเมตร มีมือสำหรับเกาะยึด ยื่นออกมาจากตรงข้อระหว่างใบ ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะปลายใบมน โคนใบเว้า ขอบใบหยักมนห่าง ๆ แผ่นใบเรียบมัน สีเขียวสด ดอกมีสีแดง กลีบดอกมี 4 กลีบ

มักออกเป็นช่อเล็ก ๆ ขนาด 2-4 เซนติเมตร ผลสดมีรูปกลม ผลเรียบเป็นมัน ขนาด 4-7 มิลลิเมตร ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่จัดจะมีสีดำหรือแดง เมล็ดมีทรงกลมสีน้ำตาล อยู่ในผล ผลละ 1 เมล็ด

เพชรสังฆาต สรรพคุณโดดเด่นชวนให้ลิ้มลอง

สรรพคุณของเพชรสังฆาตที่ชวนให้น่าลิ้มลองก็คงจะเป็นสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับลม แก้จุกเสียดแน่นท้อง รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อีกสรรพคุณหนึ่งอันโด่งดังของเพชรสังฆาตก็คือรักษาโรคริดสีดวงทวารนั่นเอง ซึ่งสรรพคุณที่ว่ามานี้ต่างก็มีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของเพชรสังฆาต โดยเฉพาะในราก ต้น ใบ เถา และน้ำจากต้นของเพชรสังฆาต ดังนี้ค่ะ

* ราก – ช่วยในการสมานตัวของกระดูกที่แตกหักทำให้กระดูกกลับมาเชื่อมต่อกันได้เร็วขึ้น

* ต้น – แก้อาการหูน้ำหนวก แก้อาการเลือดกำเดา รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติในสตรี ช่วยให้เจริญอาหาร และช่วยขับน้ำเหลืองเสีย

* ใบ – ช่วยในการสมานตัวของกระดูกเช่นเดียวกับราก รักษาอาการอาหารไม่ย่อย ช่วยขับน้ำเหลืองที่เสีย

* เถา – แก้กระดูกหักซ้น ขับลม แก้จุดเสียดแน่นท้อง แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ รักษาโรคลักปิดลักเปิด

ซึ่งนอกจากสรรพคุณดังกล่าวแล้ว งานวิจัยต่าง ๆ ยังเผยสรรพคุณของเพชรสังฆาตเพิ่มเติมมาหลายด้าน ลองมาดูกันค่ะว่า เพชรสังฆาต รักษาโรคอะไรได้บ้าง

เพชรสังฆาต รักษาโรคริดสีดวงทวารก็ดี

เพชรสังฆาตถือเป็นสมุนไพรรักษาโรคริดสีดวงสรรพคุณเด็ด เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ตัวช่วยส่งเสริมกระบวนการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ

สามารถช่วยลดอาการอักเสบ รวมทั้งช่วยให้หลอดเลือดดำหดตัวลงได้ ซึ่งสำหรับคนที่เป็นโรคริดสีดวงทวาร จะเกิดภาวะเลือดดำคั่งจนทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก การรับประทานเพชรสังฆาตจึงช่วยบรรเทาอาการได้ รวมทั้งรักษาอาการอักเสบและทำให้หลอดเลือดดำที่บวมเป่งอยู่บริเวณทวารหนักหดตัวลงได้นั่นเอง

ทั้งนี้การศึกษาจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ยังยืนยันถึงข้อดีของการใช้สมุนไพรเพชรสังฆาตในการรักษาโรคริดสีดวงทวารว่า สรรพคุณเพชรสังฆาตมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน หรือยาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเลยล่ะค่ะ แถมในปัจจุบัน เพชรสังฆาตยังถูกใช้เป็นยารักษาหลักในผู้ป่วยริดสีดวงทวารหนักที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรอีกด้วย

เพชรสังฆาต ช่วยบำรุงกระดูก

ในตำรายาของหมอพื้นบ้านและหมออายุรเวทได้ใช้เพชรสังฆาตช่วยบำรุงกระดูกกันอย่างแพร่หลาย โดยระบุว่า สรรพคุณของเพชรสังฆาตช่วยบำรุงกระดูก เพิ่มมวลกระดูก สมานกระดูกที่หัก โดยสารในเพชรสังฆาตจะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูก และบรรเทาอาการบวมและอาการอักเสบได้

เพชรสังฆาตยังช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจนในเซลล์สร้างกระดูก และยังมีฤทธิ์ป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกในหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ (เพื่อจำลองให้เกิดสภาวะเหมือนหญิงวัยหมดประจำเดือน) เทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน เนื่องจากในหนูที่ได้รับเพชรสังฆาต พบการเพิ่มขึ้นของระดับเอสโตรเจนและวิตามินดีในเลือด จึงสันนิษฐานได้ว่า สมุนไพรเพชรสังฆาตมีสารในกลุ่มเอสโตรเจนสูงมากนั่นเอง

และเมื่อเปรียบเทียบกับการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนจะพบว่า เพชรสังฆาตให้ผลดีทั้งในเรื่องของความหนา ความแข็งแรง และความหนาแน่นมวลกระดูก ขณะที่เอสโตรเจนจะไม่มีผลในเรื่องความหนาแน่นของมวลกระดูก ที่สำคัญเพชรสังฆาตยังมีฤทธิ์ลดอาการปวดได้อีกด้วย

แก้ท้องผูก

เพชรสังฆาตมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ถ่ายยาก และช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรครืดสีดวงทวารได้ แต่ทั้งนี้ผลของการช่วยระบายก็ต้องขึ้นอยู่กับธาตุของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ ฉะนั้นหากรับประทานเพชรสังฆาตแล้วรู้สึกระบายมากเกินไป มีอาการถ่ายบ่อย ก็ควรลดขนาดรับประทานลงสักครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิมที่กินเพชรสังฆาตอยู่

ช่วยลดน้ำหนัก

เพชรสังฆาตเป็นสมุนไพรที่มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง โดยไฟเบอร์ในเพชรสังฆาตจะเข้าไปลดเนื้อที่ของกระเพาะอาหาร ทำให้อิ่มเร็วขึ้น และมีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยแป้ง น้ำตาล และไขมัน จึงช่วยลดการดูดซึมสารอาหารดังกล่าวเช้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น ซึ่งสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักของเพชรสังฆาตก็ผ่านการศึกษาทดลองในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน โดยการทดลองได้คัดคนที่มีดัชนีมวลกาย หรือ BMI มากกว่า 26 kg/m2 ให้กินเพชรสังฆาตมื้อละ 150 มิลลิกรัม ก่อนอาหาร …

Read Post →

สมุนไพรถอนพิษคู่บ้าน

เสลดพังพอน สมุนไพรถอนพิษคู่บ้าน เป็นพืชสมุนไพรที่ขึ้นตามป่า

, , No Comment

สมุนไพรถอนพิษคู่บ้าน เป็นพืชสมุนไพรที่ขึ้นตามป่า

สมุนไพรถอนพิษคู่บ้าน มีสรรพคุณในโหมดถอนพิษ อาการอักเสบต่างๆ ปัจจุบันปลูกกันมากตามบ้าน ซึ่งจะมีชื่อพ้องกัน คือ เสลดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย แต่ต่างกันที่เสลดพังพอนตัวผู้มีหนาม ดอกสีเหลือง สรรพคุณอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย ที่มีดดอกสีแดง แต่ทั้งคู่มีสรรพคุณทางสมุนไพรเช่นเดียวกัน

เสลดพังพอนตัวเมีย ชื่ออื่น : คือผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) พญาปล้องดำ (ลำปาง) พญาปล้องทอง (ภาคกลาง) ลิ้นมังกร โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) เสลดพังพอนตัวเมีย ด้านเสลดพังพอนตัวผู้ ชื่ออื่น : พิมเสนต้น (ภาคกลาง) ทองระอา ช้องระอา ลิ้นงูเห่า เสลดพังพอนตัวผู้ (กรุงเทพฯ) คันชั่ง (ตาก) อังกาบ อังกาบเมือง (ไทย) ก้านชั่ง (พายัพ)

เป็นไม้พุ่ม ในวงศ์ ACANTHACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f) Lindau.

ใบ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยวออกตรงข้ามกัน รูปรีแคบขอบขนาน

ดอก สีแดงส้ม (ตัวเมีย) สีเหลือง (ตัวผู้) โคนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 2 ส่วน

ขยายพันธุ์ โดยวิธีปักชำ ชอบความชื้นปานกลาง แสงแดดจัด

สรรพคุณทางยา : ส่วนที่ใช้ใบและรากสด : ใช้ถอนพิษ โดยเฉพาะพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ลมพิษ แผลน้ำร้อนลวก ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

รักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด

– ใช้ใบเสลดพังพอน 10-20 ใบ (เลือกใบสีเขียวเข้มสดเป็นมันไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไป)นำมาตำผสมกับเหล้าหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลและเอากากพอกแผล

– ใช้ใบเสลดพังพอน 1,000 กรัม หมักใน alcohol 70 % 1,000 ซีซี. หมักไว้ 7 วัน นำมากรองแล้วเอาไประเหยให้เหลือ 500 ซีซี. เติม glycerine pure ลงไปเท่ากับจำนวนที่ระเหยไป (500 ซีซี.) นำน้ำยาเสลดพังพอนกรีเซอรีนที่ได้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก ถอนพิษต่างๆ

แก้แผลน้ำร้อนลวก

– ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง

– นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับสุรา ใช้พอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี

ทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน

– ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.komchadluek.net

Read Post →

น้ำขิง

น้ำขิง กับสุขภาพผู้หญิง ดีจริงจนต้องบอกต่อ

, , No Comment

น้ำขิง กับสุขภาพผู้หญิงนั้นดียังไง

น้ำขิง คนท้องก็ดื่มได้ ไม่ท้องแต่อยากผอมใช้น้ำขิงลดน้ำหนักก็ได้เช่นกัน มาดูสรรพคุณของขิง คุณค่าที่ผู้หญิงทุกคนคู่ควร

สรรพคุณของขิง ทุกคนอาจรู้ว่าขิงเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเยอะแยะมากมาย แต่วันนี้เราขอเอาใจสาว ๆ

โดยเฉพาะ ด้วยการจัดสรรพคุณของน้ำขิงที่มีดีต่อสุขภาพผู้หญิงมาให้สาว ๆ ได้ทราบโดยทั่วกัน อ่านจบแล้วอย่าลืมไปดื่มน้ำขิง บำรุงสุขภาพผู้หญิงอย่างเรา ๆ กันน้า…

1. แก้คลื่นไส้อาเจียน (แพ้ท้อง)

ขิงจัดเป็นสมุนไพรที่แก้เมารถ เมาเรือ และช่วยลดอาการคลื่นเหียนเวียนไส้มาตั้งแต่โบราณ ทว่านอกจากอาการเมารถ เมาเรือแล้ว ขิงยังช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนของผู้หญิงมีครรภ์ได้อีกต่างหาก ยืนยันด้วยผลการศึกษาจากกว่า 12 สถาบัน ที่แสดงสรรพคุณของน้ำขิงด้วยการพิสูจน์กับผู้หญิงตั้งครรภ์ราว 1,278 คน แล้วพบว่า ขิงที่ความเข้มข้นประมาณ 1.1-1.5 กรัม สามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้ตอนเช้าให้คุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องได้เป็นอย่างดี

แต่ทั้งนี้ก็ควรปรึกษาคุณหมอก่อนด้วยว่า เราควรดื่มน้ำขิงที่ความเข้มข้นมาก-น้อยขนาดไหน ดื่มได้บ่อยเท่าไร เพราะความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ของแต่ละบุคคลมีไม่เท่ากัน อีกทั้งยังไม่มีการศึกษาใดที่ศึกษาอย่างชัดเจนว่า ปริมาณความเข้มข้นของน้ำขิงขนาดเท่าไรที่คุณแม่ท้องดื่มแล้วจะปลอดภัย หรือดื่มแล้วจะเสี่ยงต่อสุขภาพ ฉะนั้นการปรึกษาสูตินรีแพทย์เจ้าของไข้ให้แน่ชัด ย่อมปลอดภัยต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์มากที่สุด

2. แก้ปวดประจำเดือน

ขิงเป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น และการดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยสรรพคุณนี้ก็มีการศึกษามาการันตีความดีงามเช่นกันค่ะ ซึ่งจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงกว่า 150 คนที่ดื่มน้ำขิงชนิดผงปริมาณ 1 กรัมต่อวัน ในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน สรรพคุณของขิงจะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญผลการศึกษายังทำให้ทราบว่า สรรพคุณลดอาการปวดของขิงเทียบเท่าสรรพคุณลดปวดของยาแก้ปวดชนิดไอบูโพรเฟนเลย

3. แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ในช่วงวันนั้นของเดือน

ช่วงมีประจำเดือน นอกจากอาการปวดประจำเดือนแล้ว สาว ๆ ก็ยังอาจเจออาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้องกันอีกต่างหาก ซึ่งอาการไม่สบายตัวเหล่านี้ก็แก้ได้ด้วยขิงเลยค่ะ เพราะน้ำขิงมีสรรพคุณช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อให้สาว ๆ ได้

4. น้ำขิงช่วยลดน้ำหนัก

สรรพคุณนี้ช่างดีต่อใจ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่กำลังมองหาวิธีลดความอ้วนอยู่ จัดไปเลยค่ะ น้ำขิงอุ่น ๆ 1 แก้ว ดื่มก่อนมื้ออาหารสัก 1.30 ชั่วโมง รสเผ็ดร้อนของขิงจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกาย ช่วยลดความอยากอาหาร และช่วยในเรื่องการขับถ่าย ลดอาการท้องผูก ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ส่งผลดีต่อการหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียดหรือฮอร์โมนคอร์ติซอล ฮอร์โมนตัวดีที่ทำให้เราอยากกินอาหารแคลอรีสูง ตัดพฤติกรรมพาอ้วนไปได้อีก

5. ฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดบุตร

นอกจากการอยู่ไฟหลังคลอดบุตรแล้ว ตามตำราแพทย์แผนจีนยังมีการนำขิงมาใช้ฟื้นฟูสภาพร่างกายคุณแม่หลังคลอดด้วยนะคะ เพราะฤทธิ์ร้อนจากขิงจะช่วยขับน้ำคาวปลาได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นการดูดซึมอาหาร ทำให้คุณแม่หลังคลอดฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สมุนไพรเกล็ดปลาช่อน

สมุนไพรเกล็ดปลาช่อน

, , No Comment

สมุนไพรเกล็ดปลาช่อน

สมุนไพรเกล็ดปลาช่อน

สมุนไพรเกล็ดปลาช่อน ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllodium pulchellum (L.) Desv. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Hedysarum pulchellum L., Desmodium pulchellum (L.) Benth., Meibomia pulchella (L.) Kuntze) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เกล็ดลิ่นใหญ่ (นครราชสีมา), ลูกหนีบต้น (ปราจีนบุรี), หางลิ่น (สุราษฎร์ธานี), หญ้าเกล็ดลิ่น (ภาคเหนือ, ภาคใต้), เกล็ดลิ่นใหญ่ ลิ่นต้น หญ้าสองปล้อง (ภาคกลาง), กาสามปีกเล็ก, เกล็ดลิ้น เป็นต้น

ลักษณะของเกล็ดปลาช่อน
ต้นเกล็ดปลาช่อน จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก มีอายุหลายปี มีความสูงได้ประมาณ 0.5-2 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.2-3.7 เซนติเมตร กิ่งก้านแตกแขนงตั้งแต่โคนต้น ปลายกิ่งโค้งลง กิ่งและก้านใบมีขนนุ่มสีเทาถึงสีน้ำตาลอ่อนขึ้นหนาแน่น ส่วนเปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลค่อนข้างเรียบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในกัมพูชา เวียดนาม ลาว ออสเตรเลีย และพบในทุกภาคของประเทศไทย โดยพบขึ้นทั่วไปในทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณะ ตามพื้นที่ป่า ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบ ป่าสน ป่าไผ่ ชายป่าดิบ ที่ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 1,300 เมตร

ใบเกล็ดปลาช่อน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก รูปฝ่ามือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยตรงกลางจะมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยด้านข้าง มีลักษณะเป็นรูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบแหลม มน หรือกลม ส่วนขอบใบเรียบ บางครั้งเป็นคลื่น มีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร แผ่นใบบางคล้ายกระดาษถึงหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนมีขนสั้นนุ่มขึ้นบาง ๆ เมื่อแก่จะเกลี้ยง ส่วนด้านล่างมีขนสั้นนุ่มขึ้นหนาแน่น (หลังใบหยักเป็นลอนตามเส้นใบแบบขนาน ส่วนท้องใบก็เป็นลอนด้วยเช่นกัน) ใบย่อยด้านข้าง 2 ใบนั้นมีลักษณะรูปร่างคล้ายใบย่อยตรงกลาง แต่จะมีขนาดเล็กกว่า โดยมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร โคนใบเบี้ยว เส้นแขนงใบมีข้างละ 6-10 เส้น ก้านใบย่อยสั้น มีขนาดยาวได้ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร มีหูใบเป็นรูปสามเหลี่ยมแคบ ยาวประมาณ 6-8 มิลลิเมตร มีขน หูใบย่อยเป็นขนแข็ง ยาวคล้ายหาง ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร แก่นช่อใบยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ส่วนก้านช่อใบยาวประมาณ 5-10 มิลลิเมตร

ดอกเกล็ดปลาช่อน ออกดอกเป็นช่อกระจุกประมาณ 3-5 ดอก เรียงอยู่บนแกนช่อดอก แบบช่อกระจะจะค่อนข้างยาว โดยจะออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกแต่ละกระจุกจะมีใบประดับคล้ายใบประกบหุ้มไว้ 2 ใบ ใบประดับจะมีลักษณะคล้ายเกล็ดปลา เป็นรูปเกือบกลม ปลายแหลมหรือเว้าตื้น โคนกลมหรือเป็นรูปหัวใจตื้น มีขนาดกว้างประมาณ 0.6-1.2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตร มีขนทั้งสองด้าน และมีใบประดับอีกหนึ่งใบอยู่ปลายสุด ลดรูปเป็นเส้นใบประดับย่อย ยาวประมาณ 0.5-1 มิลลิเมตร มีขน ใบประดับหุ้มดอกและติดอยู่จนติดผล ก้านดอกยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายแยกออกเป็นแฉก 4 แฉก แฉกบนและแฉกข้างมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายแหลม ส่วนแฉกล่างจะมีลักษณะเป็นรูปไข่เช่นกัน แต่จะแคบและยาวกว่าแฉกอื่น ๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน มีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว กลีบกลางจะเป็นรูปไข่กลับ ปลายกลม มีขนาดกว้างประมาณ 2.5-4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 5-6 มิลลิเมตร มีก้านกลีบสั้น ๆ …

Read Post →

สมุนไพรกำยาน

สมุนไพรกำยาน

, , No Comment

สมุนไพรกำยาน

 

สมุนไพรกำยาน

สมุนไพรกำยาน

ชื่อสามัญ Siam Benzoin (กำยานญวน), Sumatra Benzoin (กำยานสุมาตรา)
กำยาน ชื่อวิทยาศาสตร์ Styrax tonkinensis Craib ex Hartwich (กำยานญวน), Styrax benzoin Dryand., Styrax paralleloneurus Perkins (กำยานสุมาตรา) จัดอยู่ในวงศ์ STYRACACEAE

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เกลือตานตุ่น (ศรีสะเกษ), ชาติสมิง ซาดสมิง (นครพนม), กำหยาน (ภาคเหนือ), กำยานไทย กำยานต้น (ภาคกลาง), กำมะแย กำยานสุมาตรา (นราธิวาส, มาเลเซีย), สะดาน (เขมร-สุรินทร์), เบนซอย (นอกประเทศ), เซ่พอบอ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), เข้ว (ละว้า-เชียงใหม่), อานซีเซียง (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของต้นกำยาน
ต้นกำยาน จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงได้ประมาณ 10-20 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวเทาหรือสีหม่น ตามกิ่งก้านมีขนสีเหลืองเล็กน้อย มีเขตการกระจายพันธุ์ทั่วไปในแถบเขตร้อน เช่น แหลมมลายู เกาะสุมาตรา เกาะชวา เกาะบอนิโอ และในประเทศไทย

ใบกำยาน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ยาวเรียว ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเล็กน้อย แผ่นใบมีขนสีขาวเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ส่วนก้านใบยาวประมาณ 6-10 มิลลิเมตร

ดอกกำยาน ออกดอกเป็นกระจุกหรือเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเป็นสีชมพู-แดง หรือสีขาว มีกลีบ 5 กลีบ ด้านในของดอกจะเป็นสีชมพูถึงสีแดงเข้ม ด้านนอกเป็นสีขาว ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน และดอกมีขน

ผลกำยาน ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือกลมเล็กน้อย ผิวแข็งมีสีน้ำตาล ยาวประมาณ 10-12 มิลลิเมตร มีขนขึ้นประปราย ภายในผลมีเมล็ด 1-2 เมล็ด
ชนิดของกำยาน
กำยาน คือ ยางหรือชันน้ำมัน (Oleoresin) ที่ได้จากพืชในสกุล Styrax หลายชนิด คำว่า “กํายาน” มาจากภาษามลายูว่า “Kamyan” อ่านว่า “กำ-มิ-ยาน” โดยกำยานที่มีขายในท้องตลาดจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ

กำยานญวน หรือ กำยานหลวงพระบาง (Siam Benzoin) เป็นกำยานที่ได้จากพืชชนิด Styrax tonkinensis Craib ex Hartwich ซึ่งคล้ายคลึงกับพืชชนิดทั้งสองชนิดแรก ลักษณะเป็นเม็ดกลมรีขนาดเล็ก ส่วนมากมีความยาวน้อยกว่า 2-3 เซนติเมตร ทึบแสง เปราะ ชั้นในมีสีน้ำนมขาวขนาดเล็ก แต่เมื่อเก็บไว้นาน ๆ จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงปนน้ำตาล ใส หรือทึบแสง กำยานชนิดนี้เป็นกำยานชนิดที่ดีที่สุด เพราะกำยานชนิดนี้ส่งออกขายจากเมืองของราชอาณาจักรสยาม ในทางการค้ากำยานชนิดนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดเป็นเม็ดกลมรี เม็ดไม่ติดกัน (Tear Siam Benzoin) และชนิดที่เป็นเม็ด ๆ ติดกันเป็นก้อน มีลักษณะเป็นก้อนเหลี่ยมตามลักษณะของหีบไม้ที่บรรจุ (Block Siam Benzoin) แต่ชนิดที่ดีที่สุดคือ ชนิดที่เป็นเม็ดกลมรี เกาะติดกันหลวม ๆ ไม่แน่น ถ้าเป็นชนิดธรรมดาจะเป็นเม็ดกลมรี ติดกันแน่น กำยานชนิดนี้นิยมใช้เป็นสารให้คงกลิ่น (fixative) ในน้ำหอม สบู่ ครีม สารซักฟอก เป็นต้น

กำยานสุมาตรา (Sumatra Benzoin) เป็นกำยานที่ได้จากพืช 2 ชนิด คือ Styrax benzoin Dryand. และ Styrax paralleloneurus Perkins กำยานชนิดนี้จะมีลักษณะแตกต่างจากกำยานญวนตรงที่มีสีเทามากกว่า …

Read Post →

สมุนไพรกำจัดดอย

สมุนไพรกำจัดดอย

, , No Comment

สมุนไพรกำจัดดอย

สมุนไพรกำจัดดอย

สมุนไพรกำจัดดอย ชื่อวิทยาศาสตร์ Zanthoxylum acanthopodium DC. จัดอยู่ในวงศ์ส้ม (RUTACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หมักก้ากดอยสุเทพ (ภาคเหนือ), มะเคะ พะเคะ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), ลำข่วง (ลั้วะ), มะข่วง เป็นต้น

ลักษณะของกำจัดดอย
ต้นกำจัดดอย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงของต้นได้ถึง 5 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม

ใบกำจัดดอย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปใบหอกหรือรูปวงรีแกมใบหอก ขอบใบหยักโค้ง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ก้านใบเป็นสีแดงมีขน

ดอกกำจัดดอย ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ดอกย่อยมีหลายดอก ก้านดอกสั้น กลีบดอกเป็นสีแดงเข้ม
ผลกำจัดดอย ผลเป็นผลแห้งและแตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม

สรรพคุณของกำจัดดอย
เปลือกต้น ใช้ขูดอุดฟันเป็นยาแก้ปวดฟัน ส่วนอีกข้อมูลระบุให้นำมาอมเป็นยาแก้ปวดฟัน ซึ่งจะมีฤทธิ์เหมือนยาชา (เปลือกต้น)
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เมล็ดกำจัดดอยนำมาตำ ต้ม หรือตุ๋นกับไก่ ใช้ดื่มแต่น้ำ เป็นยาแก้สุกใส (เมล็ด)
ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า นอกจากจะใช้เป็นยาแก้สุกใสแล้ว ยังใช้รักษาโรคเริมและงูสวัดได้อีกด้วย (วงศ์สถิตย์และคณะ, 2539)
ประโยชน์ของกำจัดดอย
ผลใช้ในการประกอบอาหาร เช่น ใส่ลาบ มีรสชาติคล้ายมะแขว่น
ใช้เป็นยาเบื่อปลาให้เมา ด้วยการใช้เมล็ดกำจัดดอยประมาณ 2 กิโลกรัม นำมาตำคลุกขี้เถ้า แล้วนำไปใช้เบื่อปลา เนื้อปลาจะไม่มีพิษ ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ให้ใช้เปลือกต้นนำมาตำแล้วแช่ในลำธารเพื่อเบื่อปลา แต่ต้องใช้ในปริมาณมาก จึงจะทำให้ปลามีอาการเมา
ชาวลั้วะจะใช้เนื้อไม้นำไปเผาถ่านตำผสมกับดินปืน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรก้ามปูหลุด

สมุนไพรก้ามปูหลุด

, , No Comment

สมุนไพรก้ามปูหลุด

สมุนไพรก้ามปูหลุด

สมุนไพรก้ามปูหลุด ชื่อสามัญ Inch plant, Wandering jew

ก้ามปูหลุด ชื่อวิทยาศาสตร์ Tradescantia zebrina var. zebrina (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Tradescantia pendula (Schnizl.) D.R.Hunt, Zebrina pendula Schnizl.) ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า เป็นชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tradescantia zebrina Bosse โดยจัดอยู่ในวงศ์ผักปลาบ (COMMELINACEAE)

ก้ามปูหลุด มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปีกแมลงสาบ (ทั่วไป), ก้ามปู ก้ามปูหลุด (กรุงเทพฯ), จุยเต็กเช่า (จีนแต้จิ๋ว), เตี้ยวจู๋เหมย (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของก้ามปูหลุด
ต้นก้ามปูหลุด หรือ ต้นปีกแมลงสาบ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก แตกแขนงมาก ลำต้นทอดเลื้อยคลุมดินและชูยอดขึ้นสูงประมาณ 10-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะอวบเป็นสีเขียวหรือเขียวประม่วงจนถึงม่วงลายเขียว มีข้อและปล้องชัดเป็นพรรณไม้พื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก ในปัจจุบันแพร่กระจายพันธุ์ปลูกไปทั่ว รวมทั้งประเทศไทยด้วย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือการแยกลำต้น โตเร็ว ชอบดินร่วน ความชื้นมาก และแสงแดดปานกลาง

ใบก้ามปูหลุด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ หรือรูปรีขอบขนาน ปลายใบแหลมเรียว โคนใบมนเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-8 เซนติเมตร หลังใบเป็นสีเขียวอ่อนสลับสีเทาควันบุหรี่ลายทาง ส่วนท้องใบเป็นสีม่วงอมแดง ไม่มีก้านใบ กาบใบสั้นเป็นปลอกหุ้มรอบข้อสูงประมาณ 1 เซนติเมตร ที่กาบใบมีลายเส้นสีม่วงเป็นแนวตามความยาวและมีขนขึ้นเล็กน้อย

ดอกก้ามปูหลุด ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ โดยจะออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด มีใบประดับใหญ่ 2 ใบ ซึ่งจะมีขนาดไม่เท่ากันประกบหุ้มช่อดอกอ่อนเอาไว้ ดอกมีสีขาวอมชมพูเล็กน้อย กลีบรองดอกเป็นสีขาว บาง โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อ ยาวประมาณ 7-10 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นกลีบรูปไข่ 3 กลีบ มีขนาดกว้างประมาณ 4-5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 6-8 มิลลิเมตร กลีบด้านบนเป็นสีม่วง ด้านล่างเป็นสีขาว กลางดอกมีเกสรเพศผู้ 6 อัน ก้านชูอับเรณูเป็นสีขาว มีขนยาวสีม่วง อับเรณูสีนวล รังไข่เล็ก ส่วนก้านเกสรเพศเมียเรียว ยอดเกสรเพศเมียมี 3 แฉก ดอกจะทยอยบานโผล่เหนือใบประดับ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ก้านดอกสั้นมาก

ผลก้ามปูหลุด ผลมีลักษณะเป็นรูปยาวรี ขนาดเล็ก ผลเมื่อแก่จะแตกอ้าออกไปตามความยาวของผลระหว่างช่อง ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 2-3 เมล็ด
สรรพคุณของก้ามปูหลุด
ทั้งต้นมีรสขมหวานเล็กน้อย เป็นยาเย็น มีพิษเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อปอดและลำไส้ ใช้เป็นยาทำให้เลือดเย็น ช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ (ทั้งต้น)
ช่วยแก้อาการไอเป็นเลือด ตำรับยาแก้ไอเป็นเลือดจะใช้ต้นสด 50-100 กรัม นำมาต้มกับปอดหมู รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ทั้งต้น)ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ให้ใช้ต้นสด 60-90 กรัม นำมาต้มกับปอดหมูหนัก 120 กรัม โดยผสมน้ำต้มให้เหลือ 1 ชาม ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (ต้นสด)

ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ คอบวม คออักเสบ ทั้งต้น
ลำต้นและใบใช้ต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้กระหายน้ำ (ลำต้นและใบ)
ใช้เป็นยาแก้บิด แก้บิดเรื้อรัง อันเนื่องมาจากการติดเชื้อ ตำรับยาแก้บิดจะใช้ต้นสด 50-100 กรัม นำมาต้มกับน้ำข้าว ใช้รับประทานวันละ 3 ครั้ง (ทั้งต้น)ส่วนตำรับยาแก้บิดเรื้อรังจะใช้กาบหุ้มดอกสดหนัก 150 กรัม และข้าวสารคั่วจนเกรียม (เริ่มไหม้) 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำ ใช้แบ่งดื่มเป็น 3 ครั้ง (กาบหุ้มดอกสด)
ใช้เป็นยาขับฝีในท้อง (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ รักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ ตำรับยาแก้นิ่วหรือทางเดินปัสสาวะอักเสบ จะใช้ต้นสด 50-100 กรัม นำมาต้มกับน้ำ 3 …

Read Post →

สมุนไพรก้างปลาเครือ

สมุนไพรก้างปลาเครือ

, , No Comment

สมุนไพรก้างปลาเครือ

สมุนไพรก้างปลาเครือ

สมุนไพรก้างปลาเครือ ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus reticulatus Poir. ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์มะขามป้อม (PHYLLANTHACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ก้างปลาขาว (เชียงใหม่, อ่างทอง), หมัดคำ (แพร่), อำอ้าย (นครราชสีมา), หมาเยี่ยว (นครปฐม), ข่าคล่อง (สุพรรณบุรี), กระออง (ประจวบคีรีขันธ์), ก้างปลาแดง (สุราษฎร์ธานี), ขี้เฮียด ก้างปลาเครือ (ทั่วไป), ต่าคะโค่คึย สะแบรที (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เกล็ดปลาน้อยเป็นต้น

ลักษณะของก้างปลาเครือ
ต้นก้างปลาเครือ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งเถาหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงได้ถึง 4 เมตร มีขนเล็กน้อย กิ่งมีขนาดเล็กชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี และมีแสงแดดปานกลาง พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตามป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าผสม

ใบก้างปลาเครือ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบมนหรือหยักเว้าเล็กน้อย โคนใบมนหรือสอบ ส่วนขอบใบเกลี้ยง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.7-3.5 เซนติเมตร เส้นใบมี 5-9 คู่ หูใบเป็นรูปใบหอก ปลายเรียวแหลม โคนตัด เนื้อบางแห้ง ยาวประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ก้านใบยาวประมาณ 1.5-3 มิลลิเมตร

ดอกก้างปลาเครือ ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ ตามง่ามใบ ช่อละ 1-3 ดอก โดยจะออกตามใบ ห้อยลงใต้ใบ มีลักษณะเล็กเป็นทรงกลมรี ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอมแดง ขนาดกว้างประมาณ 0.75-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.7-3 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกไม่มี มีเกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรเพศผู้แยกหรือติดกัน จานฐานดอกมี 5-6 พู ส่วนดอกเพศเมียจะคล้ายกับดอกเพศผู้ แต่มีรังไข่ 8-10 ช่อง มีออวุล 2 หน่วยต่อหนึ่งช่อง ก้านเกสรเพศเมียมีขนาดสั้นมาก ส่วนมากจะแยกออกเป็น 2 แฉก

ผลก้างปลาเครือ ผลมีลักษณะเป็นรูปกลมแป้นฉ่ำน้ำ สีแดง เมื่อสุกเป็นสีดำกลมโต มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-6 มิลลิเมตร ภายในมีเมล็ดประมาณ 8-16 เมล็ด หน้าตัดของเมล็ดเป็นรูป 3 เหลี่ยมด้านไม่เท่ากัน

สรรพคุณของก้างปลาเครือ
รากใช้เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการใช้ราก 120 กรัม นำมาทุบให้แหลกต้มกับน้ำ ใช้ดื่มเช้าและเย็น (ราก)
รากก้างปลาเครือ มีสรรพคุณเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้ ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ขับพิษไข้หัวทุกชนิด แก้ไข้หวัด ไข้รากสาด ช่วยลดความร้อนในร่างกาย (ราก) บ้างใช้ใบนำไปต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ (ใบ)

น้ำต้มจากรากใช้รับประทานเป็นยาแก้หอบหืด (ราก)
ผลมีรสฝาดเฝื่อน ใช้รับประทานเป็นยาฝาดสมานในระบบทางเดินอาหาร และแก้อาการอักเสบต่าง ๆ (ผล)
ต้นนำมาต้มเอาน้ำรับประทานเป็นยาแก้บิด แก้ท้องเสีย (ต้น, เปลือก)
น้ำต้มจากต้นหรือใบใช้รับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ (ต้น, ใบ)
น้ำต้มจากต้นใช้รับประทานเป็นยาแก้น้ำเหลือง ฟอกโลหิต (ต้น, เปลือก)
รากใช้เป็นยาขับพิษ ใช้ฝนทาแก้เริม งูสวัด ไฟลามทุ่ง ขยุ้มตีนหมา แก้ซางข้าวเปลือก แก้ฝีแดง และฝีทั้งปวง (ราก)
ใบก้างปลาเครือ มีรสฝาดเฝื่อน ใช้เป็นยาสมานแผล ใช้ตำให้ละเอียดพอกฝีทำให้เย็นและถอนพิษฝี (ใบ)
ใบนำมาบดให้เป็นผงใช้ใส่แผล หรือปั้นเป็นลูกกลอนผสมกับการบูร และ cubeb (สารที่สกัดจากตะไคร้ต้น) ใช้อมให้ละลายช้า ๆ แก้เลือดออกตามไรฟัน (ใบ)
ใบนำไปต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย (ใบ)
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของก้างปลาเครือ
สารสำคัญที่พบ ได้แก่ betulin, friedelan, friedelin, taraxerone เป็นต้น
ก้างปลาเครือ เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ …

Read Post →

สมุนไพรกัญชา

สมุนไพรกัญชา

, , No Comment

สมุนไพรกัญชา

สมุนไพรกัญชา

สมุนไพรกัญชา

กัญชา ชื่อสามัญ Cannabis, Hemp, Indian Hemp, Marihuana, Marijuana, Dope, Gage, Ganja, Grass, Hash, Hashish, Kuf, Mary jane, Pot, Sens, Sess, Skunk, Smoke, Reefer, Weed

กัญชา ชื่อวิทยาศาสตร์ Cannabis sativa L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cannabis sativa subsp. indica (Lam.) E.Small & Cronquist, Cannabis indica Lam.) จัดอยู่ในวงศ์กัญชา (CANNABACEAE)

สมุนไพรกัญชา มีชื่อเรียกอื่นว่า กัญชา กัญชาจีน (ทั่วไป), ปาง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ยานอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), คุนเช้า คุณเช้า (จีน), ต้าหมา (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของกัญชา
ต้นกัญชา จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว มีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ตั้งตรง ลักษณะของลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนสีเขียวอมเทาและไม่ค่อยแตกสาขา ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ถ้าปลูกในดินร่วนซุยและมีอาหารอุดมสมบูรณ์จะงอกงามดีมาก พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย มีเขตการกระจายพันธุ์ในอัฟกานิสถาน ทวีปแอฟริกาเขตร้อน ทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือและใต้ และฮาวาย พบปลูกมากในยุโรป ประเทศบราซิล อเมริกันแถบตะวันออก และปลูกมากตามแนวเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย

ใบกัญชา ใบเป็นใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบแตกออกเป็นแฉก ๆ ประมาณ 5-8 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปยาวรี ปลายและโคนสอบ ส่วนขอบใบทุกแฉกเป็นหยักแบบฟันเลื่อย มีขนาดกว้างประมาณ 0.3-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ลักษณะของใบโดยรวมจะคล้าย ๆ กับใบละหุ่ง ใบฝิ่นต้น และใบมันสำปะหลัง ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างท้องใบมีสีเทาอ่อนเล็กน้อย มีขนต่อมกระจายทั่วผิวใบด้านบน ส่วนด้านล่างมีขนอ่อนนาบไปกับแผ่นใบ ก้านใบยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร ในก้านหนึ่งจะมีใบเดี่ยว 3-11 ใบ มีกลิ่นเหม็นเขียว

ดอกกัญชา ออกดอกเป็นช่อที่ง่ามใบหรือปลายกิ่ง ดอกเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีทั้งดอกช่อเพศผู้และดอกช่อเพศเมีย ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียจะแยกกันอยู่คนละต้น โดยช่อดอกและใบของต้นเพศผู้จะจัดเรียงตัวกันแบบห่าง ๆ (ภาพแรก) ซึ่งต่างจากต้นเพศเมียที่จะเรียงชิดกัน ดอกเล็ก และดอกเพศเมียจะมีกลีบเลี้ยงหุ้มอยู่ (ภาพสอง)

ผลกัญชา ผลแห้งขนาดเล็ก เมล็ดล่อน ไม่แตก ลักษณะของผลเป็นรูปไข่กว้าง ผิวผลเรียบเป็นมัน สีน้ำตาลแกมเทาหรือสีเทาเข้ม มีใบประดับหุ้ม ในผลจะมีเมล็ดขนาดเล็ก เมล็ดมีลักษณะกลม

หมายเหตุ : กัญชง และ กัญชา เป็นพืชคนละชนิด แต่มีต้นกำเนิดมาจากพืชชนิดเดียวกัน โดยต้นกัญชา (Marijuana) จะมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. Subsp. indica (Lam.) E. Small & Cronquist ส่วนต้นกัญชง (Hemp) จะมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cannnabis sativa L. Subsp. sativa ซึ่งลักษณะภายนอกของพืชทั้งสองชนิดนี้จะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยจนยากแก่การจำแนก

กัญชงและกัญชา

สมุนไพรกัญชา

สรรพคุณของกัญชา
ตำรายาไทยจะใช้เมล็ดกินเป็นยาชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร แต่ถ้ากินมากจะมีอาการหวาดกลัวและหมดสติ (เมล็ด)
ยอดอ่อนเมื่อนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ จะได้สารที่เรียกว่า “ทิงเจอร์แคนเนบิสอินดิคา” ซึ่งเป็นน้ำยาสีเขียว เมื่อกินเข้าไปประมาณ 5-15 หยด จะมีสรรพคุณเป็นยาช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เป็นยาสงบเส้นประสาท ทำให้นอนหลับ เคลิ้มฝัน แก้โรคสมองพิการ เป็นยาระงับปวด และเป็นยาแก้อักเสบ (ยอดอ่อน)

ดอกใช้เป็นยาแก้โรคเส้นประสาท เช่น นอนไม่หลับ คิดมาก หรือใช้กับผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร โดยนำมาปรุงเป็นอาหารให้กิน (ดอก)
ใบใช้เป็นยาแก้ไข้ผอมเหลือง ไม่มีกำลัง ตัวสั่น …

Read Post →