Posts By CARTER

ถั่วงอก

“ถั่วงอก” ผักเครื่องเคียงของเมนูอาหารไทย

, , No Comment

“ ถั่วงอก ” ผักที่พบในหลากหลายเมนูของอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นผักเครื่องแนมของก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอยทอด ตำถาด หรือแม้กระทั่งผัดถั่วงอกที่เปลี่ยนจากผักเครื่องแนมมาเป็นเมนูหลัก ถึงแม้ถั่วงอกจะอยู่ในอาหารที่เรากินกันอยู่เป็นประจำแต่ว่าถ้าหากเป็น “ถั่วงอกดิบ” เราบางทีอาจไม่ต้องการแนะนำให้กินกันสักมากแค่ไหน เนื่องจากบางทีอาจทำให้เกิดผลกระทบบางสิ่งบางอย่างต่อสุขภาพร่างกายได้

ถั่วงอก

ถั่วงอกดิบพบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียอย่าง ซาลโมเนลลา หรืออีโคไล ซึ่งไม่ใช่แค่บ้านเราเพียงแค่นั้น ที่ต่างประเทศก็พบการปนเปื้อนของเชื้อโรคเช่นเดียวกัน เมื่อทำเพาะถั่วงอก ความชุ่มชื้นและก็อุณหภูมิของถั่วงอกสำหรับในการเจริญเติบโต เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเช่นเดียวกัน

ถั่วงอก

นอกเหนือจากนี้ ถั่วงอกบางทีอาจเจอสารฟอกสีที่มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูง ด้วยเหตุว่าผู้ผลิตบางรายนำสารฟอกขาวมาแช่ถั่วงอก เพื่อให้ถั่วงอกมีสีขาว อวบ น่ากินรวมทั้งเก็บไว้จัดจำหน่ายได้นาน

แม้ว่าจะมีสารฟอกขาวบางประเภทที่อนุญาตให้นำมาใช้ในอาหารได้ เช่น โซเดียมซัลไฟต์ แต่เนื่องจากเป็นสารฟอกขาวที่มีฤทธิ์ในการฟอกต่ำ ผู้จำหน่ายจึงนิยมใช้สารฟอกขาวประเภทที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารมากกว่า คือ โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์มาผสม สารนี้มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูงกว่าประเภทแรก 2-3 เท่า สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ แต่มีอันตรายต่อร่างกายเมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดอาการหายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง อาเจียน อุจจาระร่วง สำหรับผู้ที่แพ้อย่างรุนแรงหรือป่วยเป็นโรคหอบหืดจะมีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการช็อค หมดสติและอาจเสียชีวิตได้

หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วงอกดิบหากไม่ทราบแหล่งผลิตที่ชัดเจน

ปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทานเสมอ อาจบอกร้านอาหารให้ลวก หรือปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนใส่ลงไปในก๋วยเตี๋ยว และเมนูอาหารอื่น ๆ เป็นต้น การปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทาน จะทำให้สารไฮโดรซัลไฟต์ที่อาจมีอยู่ในถั่วงอกถูกทำลายด้วยความร้อน ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการนำถั่วงอกดิบมารับประทานสด ๆ

หากจำเป็นต้องรับประทานถั่วงอกดิบจริง ๆ ควรหลีกเลี่ยงถั่วงอกที่มีสีคล้ำ มีส่วนเน่าเสียปนอยู่เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

Read Post →

กะตอ

“สะตอ” ของดีประจำถิ่นแห่งปักษ์ใต้ กับประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ

, , No Comment

ถ้าหากกล่าวถึงของกินที่ได้รับความนิยมในภาคใต้ มั่นใจว่าผู้คนจำนวนมากคงจะคิดถึง “สะตอ” หรือที่ชาวภาคใต้เรียกว่า “ กะตอ ” เป็นลำดับต้นๆอย่างแน่นอน ถึงแม้สะตอจะมีกลิ่นแรง แต่ว่าก็ไม่ทำให้ความนิยมในการรับประทานลดน้อยลงเลย นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย

กะตอ

สะตอ มีรูปร่างคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ มีชื่อเสียงกันดีในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศลาว ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ฯลฯ

“สะตอ” หรือ “ กะตอ ”

สะตอนั้นอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูงมีโปรตีน ไขมัน แล้วก็คาร์โบไฮเดรต มีสรรพคุณที่ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยบำรุงรักษาสมองรวมทั้งสุขภาพดวงตา โดยส่วนมากคนนิยมเอามากินทั้งแบบดิบและแบบสุก นอกเหนือจากนี้ยังสามารถเอามาประกอบอาหารได้มากมายเมนู

คุณค่าทางโภชนาการของสะตอ ให้สารอาหาร ได้แก่ ธาตุเหล็ก,วิตามินซี,วิตามินบี,วิตามินบี,วิตามินบี,โพแทสเซียม,แคลเซียม,โซเดียม,ฟอสฟอรัส,โปรตีน,ไขมัน ,ไฟเบอร์

กะตอ

ประโยชน์จากสะตอ

  1. บรรเทาอาการซึมเศร้า
    สะตอมีทริปโตเฟน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสารเมลาโทนิน ช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวล อาการเครียด ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดี
  2. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคโลหิตจาง
    สะตออุดมด้วยธาตุเหล็ก ที่ช่วยเสริมสร้างฮีโมโกลบินในเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคโลหิตจาง
  3. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิต
    องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า สะตอ มีธาตุโพแทสเซียมสูงและมีความเค็มต่ำ จึงมีสรรพคุณที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคดันโลหิตและโรคหลอดเลือดสมอง
  4. รักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
    การรับประทานสะตอระหว่างมื้ออาหารจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลกลูโคส ให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น และช่วยป้องกันอาการแพ้ท้องในสตรีมีครรภ์อีกด้วย
  5. บรรเทาอาการท้องผูก
    สะตออุดมด้วยไฟเบอร์จำนวนมาก ช่วยฟื้นฟูลำไส้ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรเทาอาการท้องผูก นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการเสียดท้องอีกด้วย
  6. บำรุงสุขภาพดวงตา
    สะตอมีวิตามินเอสูงมากถึง 200 IU (International Unit ) ต่อ 100 มิลลิกรัม ดังนั้นสะตอจึงมีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา และช่วยรักษากระจกตาให้มีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
  7. บำรุงสมอง
    มีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า สะตออุดมด้วยโพแทสเซียมที่จะช่วยในการเรียนรู้ เพิ่มความจำ บำรุงสมองและยังช่วยกระตุ้นให้สมองตื่นตัว

ถึงแม้ว่าสะตอจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและอุดมด้วยคุณประโยชน์มากมาย แต่หากรับประทานมากจนเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้เช่นกัน

สะตอมีกรดแจงโคลิก เป็นกรดกำมะถัน มีพิษเล็กน้อย หากรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์ โรคไตวายเฉียบพลัน โรคนิ่ว เป็นที่ทราบกันดีว่าสะตอนั้นมีกลิ่นฉุน หากรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไปอาจทำให้มีกลิ่นปากและปัสสาวะมีกลิ่น…

Read Post →

กระเทียมดำ

“กระเทียมดำ” สมุนไพรชั้นเลิศ ที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติ

, , No Comment

“ กระเทียมดำ ” เป็นกระเทียมอีกหนึ่งประเภทที่มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อสภาพร่างกายจำนวนมาก จนกระทั่งได้รับความนิยมในกลุ่มคนต่างประเทศ แล้วก็เห็นว่ากระเทียมดำเป็นสมุนไพรชั้นเลิศที่มีมูลค่าสูงอีกด้วย

กระเทียมดำ

กระเทียมดำ คือ กระเทียมสด ที่ผ่านขั้นตอนหมักบ่ม เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ทำให้กระเทียมกลายเป็นสีดำ มีเนื้อสัมผัส กลิ่นรส แล้วก็สารสำคัญในกระเทียมเปลี่ยนแปลงไป

กระเทียมดำ

จากการศึกษาพบว่ากระเทียมดำมีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอล ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการหรือในสัตว์ทดลอง ซึ่งยังไม่มีรายงานผลทางคลินิกในด้านการป้องกันโรคหรือปริมาณรับประทานที่สามารถป้องกันมะเร็งได้

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ควรเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์กระเทียมดำที่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันการได้รับสารปนเปื้อนอื่นๆ และควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษา ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

Read Post →

ประเทศไทย

สมุนไพรไทยใกล้ตัว แก้ผดผื่น ช่วงหน้าร้อน

, , No Comment

ประเทศไทย เป็นเมืองร้อน พอเข้าหน้าร้อนทีไร หลายๆคนอาจมีผดผื่นขึ้นตามร่างกาย โดยยิ่งไปกว่านั้นคนที่จะต้องทำงานออกแดดหรือตากแดดอยู่เป็นประจำ

ประเทศไทย สมุนไพรในเขตเมืองร้อน

นอกเหนือจากผดผื่นที่เกิดขึ้น อาจมีอาการคันตามมาด้วย ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้ แบบนี้ผิวบางทีอาจจะเสียจนกระทั่งลุกลามไปทั่วอีกทั้งร่างกาย วันนี้เรามีสมุนไพรไทยใกล้ตัวที่ช่วยแก้ผดผื่นคันในหน้าร้อน ที่หาซื้อง่ายแล้วก็ราคาถูก จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

ประเทศไทย

  • แตงกวา มีสรรพคุณเป็นผักประเภทเย็น จึงสามารถใช้บรรเทาอาการคันจากผดผื่น ลดการลุกลาม ลดความแสบร้อนของผิวหนัง เพียงสไลด์บางๆ มาแปะบริเวณที่มีอาการแสบร้อนจากตากแดดเป็นเวลานาน หรือ บางครั้งถ้ารู้สึกว่าอ่อนเพลียไม่สดชื่นก็สามารถนำแตงกวาฝานบางๆ นำไปแช่เย็น แล้วค่อยมาวางบนหน้า ก็จะช่วยให้สดชื่นได้เช่นกัน
  • ไพล สมุนไพรที่หลายคนนิยมนำมาใช้แก้อาการปวด แต่รู้ไหมว่านอกจากสรรพคุณดังกล่าวแล้วไพลก็สามารถบรรเทาอาการผดร้อน ผื่นคัน และลดอาการอักเสบได้เช่นกัน เพียงนำเหง้าสดของไพล มาฝานบางๆ จากนั้นนำไปต้ม เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนน้ำมันไพลออกมา แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย พอเริ่มมีผดผื่น คัน ก็สามารถนำน้ำมันไพลนี้มาใช้ทาบริเวณดังกล่าวได้
  • กล้วย ผลไม้ที่เต็มไปด้วยประโยชน์มากมาย ซึ่งใครจะคิดว่าเปลือกกล้วยยังนำมาใช้รักษาอาการผดผื่นได้ เพราะในเปลือกกล้วยนั้นมีฤทธิ์เย็น จึงสามารถลดผดผื่นและบรรเทาอาการแสบร้อนได้เป็นอย่างดี นำเปลือกกล้วยมาประคบลงบนผดผื่น ถูเบาๆ ให้ทั่ว ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกให้สะอาด และสามารถทำได้บ่อยครั้งตามต้องการ
  • ว่านหางจระเข้ เป็นที่รู้กันดีว่า สรรพคุณของว่านหางจระเข้ มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนของแผลพุพองที่เกิดจากไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถนำมาใช้ลดผื่นร้อนและผื่นคันได้เช่นกัน เพียงนำว่านหางจระเข้มาฝานเปลือก จากนั้นนำวุ้นที่ได้มาล้างให้สะอาดแล้วค่อยนำมาประคบให้ทั่วผิวที่เป็นผดผื่น จะสามารถบรรเทาอาการได้เช่นกัน
  • ข่า นอกจากกลิ่นหอมๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ ข่า ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและแก้ผดร้อน ผื่นคันที่มากับหน้าร้อนได้อีกด้วย เพียงนำ เหง้าข่าแก่ 1 แง่ง ตำให้ละเอียดแล้วผสมกับเหล้าขาวให้พอขลุกขลิก จากนั้นใช้ทั้งน้ำและเนื้อข่ามาทาบริเวณที่เกิดผดร้อนจนกว่าอาการจะบรรเทาลง
  • ขมิ้นชัน มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบของผิว จึงสามารถนำมาใช้รักษาอาการผดผื่นได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะผดผื่นที่มีอาการอักเสบ ให้นำเหง้าขมิ้นมาฝนใส่ลงในน้ำต้มสุก แล้วทาให้ทั่วบริเวณที่เป็นผดร้อนและผื่นคัน ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกให้สะอาด จะสังเกตได้ว่าอาการคันและแสบร้อนจะค่อยๆ ทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ตำลึง นอกจากนิยมนำมาทำอาหารเนื่องจากมีรสชาติอร่อยแล้ว ก็สามารถนำมาใช้แก้ผดผื่นได้อีกด้วย นั่นก็เพราะตำลึงมีฤทธิ์เป็นยาเย็นสามารถช่วยดับพิษร้อนได้ดี จึงนำมาใช้รักษาผื่นที่เกิดจากผดร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิธีการนำมาใช้นั้น ให้นำใบตำลึงสดประมาณ 4-5 ใบ มาขยี้หรือโขลกจนพอมีน้ำออกมา จากนั้นนำมาทาให้ทั่วบริเวณที่เป็นผื่น ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกให้สะอาด ทำบ่อยๆ อาการผดผื่นจะค่อยๆ ดีขึ้น

สมุนไพรแก้ผดผื่นเหล่านี้ ล้วนสามารถบรรเทาอาการคันได้เป็นอย่างดี แถมยังนำมาประกอบอาหารและใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นเพื่อรับมือกับอาการผดผื่นที่อาจเกิดขึ้น เพียงมาเลือกสรรสินค้าต่างๆ หรือสมุนไพรในครัว

Read Post →

การเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ

เสี่ยงเป็น “มะเร็ง”จริงหรือ? หากกินผักไฮโดรโปนิกส์

, , No Comment

ผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นที่ชื่นชอบในหมู่ คนรักสุขภาพ ด้วยเหตุว่าเป็นผักที่ปลูกภายในน้ำที่มี ธาตุอาหารพืช ละลายอยู่ หรือ การปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหารพืชชดเชย นอกเหนือจากที่จะประหยัดพื้นที่สำหรับการปลูกแล้ว ยังลด การเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในดินที่เพาะปลูกได้อีกด้วย

การเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ

แม้กระนั้น มีข้อมูลที่เผยแพร่ในโลกอินเตอร์เน็ตว่า ผักไฮโดรโปนิกส์ บางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงสำหรับในการเป็นโรคมะเร็งได้ ก็เลยทำให้คนที่กินผักไฮโดรโปนิกส์กังวลถึงความปลอดภัยของผักไฮโดรโปนิกส์จำนวนมาก

การเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ

นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่มีการส่งต่อข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดียในลักษณะ “บริโภคผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง โดยงานวิจัยเมื่อ 3 ปีที่แล้วโรงพยาบาลใหญ่ 5 แห่งใน กทม. วิจัยสาเหตุมะเร็งเพิ่มขึ้น 300% เกิดจากกินผักไฮโดรโปนิกส์ เพราะตัว P (ฟอสฟอรัส) มากเกินขนาดเป็นสาเหตุเกิดมะเร็งเต้านม” ซึ่ง อย. ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว พบว่าข้อความที่ถูกส่งต่อนั้นมีการส่งต่อวนกลับมาเป็นระยะ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หรือมีงานวิจัยทั้งในประเทศและระดับนานาชาติยืนยันว่า ฟอสฟอรัสเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็งเต้านม รวมถึงยังไม่มีการยืนยันว่าสารไนเตรทที่พบอยู่ตามธรรมชาติในอาหาร ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นไนไตรด์ในระบบการย่อยอาหารทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง สำหรับความกังวลเรื่องปริมาณสารไนเตรทในผักไฮโดรโปนิกส์ปริมาณสูง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งนั้น ความเป็นจริงไนเตรทเป็นสารที่พบได้ทั้งผักที่ปลูกในดินและผักไฮโดรโปนิกส์ ถ้าพืชมีการเจริญเติบโตและสังเคราะห์แสงที่เป็นปกติ โอกาสที่จะเกิดการสะสมไนเตรทจนถึงระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อการบริโภคจึงมีน้อยมาก นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่เคยเสนอคณะกรรมการอาหารพิจารณาในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ที่แน่ชัด

อย่างไรก็ตาม ผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่ผักออร์แกนิก ดังนั้น จึงสามารถใช้สารเคมีในการเพาะปลูกได้ แต่ต้องปฏิบัติตามหลักทางการเกษตร และมีปริมาณสารพิษตกค้างรวมทั้งสารปนเปื้อนไม่เกินปริมาณตามที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกําหนด

วิธีลดไนเตรทในผัก

หากกังวลเรื่องปริมาณไนเตรท สามารถทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ได้

ลดปริมาณไนเตรทในผัก ด้วยวิธีนึ่งหรือต้มผักเป็นเวลา 10 นาที

นำผักแช่ในน้ำสารละลายด่างทับทิมและน้ำเกลือ ช่วยลดปริมาณไนเตรทได้เช่นกัน

ไม่ควรกินผักหรือผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินให้หลากหลายหมุนเวียนกันไป หรือบริโภคผักผลไม้ตามฤดูกาลและบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อลดความเสี่ยงในการรับพิษสะสม

ควรเลือกซื้อผักที่ได้รับตรารับรองคุณภาพ GAP, GMP หรือตรารับรองเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัย

Read Post →

สรรพคุณขับเลือด

สมุนไพรสำหรับสาวๆต้องอ่าน ขับเลือด ขับประจำเดือน แถมยังดีต่อสุขภาพ

, , No Comment

ต้องการขับเลือดเสียในตัว รอบเดือนที่คั่งค้าง ลองหันมาพึ่ง สมุนไพรขับรอบเดือนเหล่านี้ด้วย สรรพคุณขับเลือด ขับรอบเดือน แถมยังดีต่อร่างกาย

สรรพคุณขับเลือด

สมุนไพร สรรพคุณขับเลือด สำหรับสาวๆ

สมุนไพรที่มีสรรพคุณขับเลือดรอบเดือนมีอะไรบ้างที่น่าใช้ สาวๆที่มีปัญหารอบเดือนตกค้าง ต้องการขับเลือดรอบเดือนภายในร่างกาย แก้ปัญหาสุขภาพสำหรับผู้หญิงให้รู้สึกสบายตัวมากยิ่งขึ้น อีกทั้งกระตุ้นให้รอบเดือนมาตามปกติสักครั้ง ลองมามองว่าสมุนไพรขับรอบเดือนมีอะไรช่วยเรื่องนี้ได้บ้าง

  • ดอกคำฝอย

ดอกคำฝอยเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการขับเลือด มีฤทธิ์ทำให้มดลูกและกล้ามเนื้อเรียบเกิดการบีบตัว และยังมีสรรพคุณขับน้ำคาวปลา ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก แถมยังแก้อาการตกเลือดได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญดอกคำฝอยยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วยนะ การกินก็ไม่ยุ่งยากเพราะสมัยนี้มีชาดอกคำฝอยขายอย่างแพร่หลายเลยล่ะ

  • ยอ

ไม่ว่าจะน้ำลูกยอหรือลูกยอในรูปแบบแคปซูลก็มีจำหน่ายในร้านขายอาหารเสริมและยาทั่วไป ซึ่งสรรพคุณของลูกยอก็ช่วยขับเลือดสตรี ช่วยฟอกเลือด ลดไข้ ขับลมในลำไส้ แก้อาเจียน บำรุงธาตุ และช่วยให้เจริญอาหาร

  • กระบือเจ็ดตัว

สมุนไพรที่มีชื่อว่ากระบือเจ็ดตัวหรือ กำลังกระบือ ลิ้นกระบือ หรือใบท้องแดง มีสรรพคุณขับน้ำคาวปลาหลังคลอดบุตร และเป็นยาขับเลือดเน่าสำหรับสตรีในเรือนไฟ โดยส่วนที่ใช้จะเป็นใบ นำมาตำกับสุราขาว แล้วคั้นเอาแต่น้ำมารับประทาน

  • แก้ว

ต้นแก้วที่มีดอกสีขาว กลิ่นดอกแก้วหอม ๆ นี่แหละค่ะที่เป็นสมุนไพรขับประจำเดือนได้ด้วย โดยในตำรับยาจะใช้รากแห้ง ประมาณ 10-15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยตวง รับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า เย็น

  • คัดเค้า

สมุนไพรคัดเค้าจัดเป็นสมุนไพรในกลุ่มช่วยขับประจำเดือนเช่นกัน โดยจะใช้ผลคัดเค้า 1 กำมือ ล้างสะอาดแล้วนำมาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ช่วยขับประจำเดือนตกค้าง

  • ว่านชักมดลูก

สมุนไพรสตรีตัวท็อป ๆ ที่สาว ๆ คุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะว่านชักมดลูกเป็นส่วนผสมหลักในยาขับประจำเดือน ยาบำรุงเลือดสตรีที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป แต่ถ้าหากอยากใช้ว่านชักมดลูกขับประจำเดือนแบบตำรับยาสมุนไพรโบราณก็ได้เหมือนกัน โดยใช้เหง้าว่านชักมดลูกตัวเมียที่เก็บในฤดูแล้ง (ประมาณเดือน 11 แรม 1 ค่ำ ไปถึงกลางเดือน 3) แล้วนำเหง้าว่านชักมดลูกมาต้มกับน้ำสะอาด ใส่นำลงไปพอท่วมเหง้าแล้วต้มจนฟองยุบ จากนั้นกรองเอาแต่น้ำมาดื่มเป็นยาบีบมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วหลังจากคลอดบุตร ขับประจำเดือน แก้ปวดมดลูก แก้ริดสีดวงทวาร แก้ไส้เลื่อน ขับลม ขับน้ำคาวปลา และรักษาอาการอาหารไม่ย่อย

  • ส้มเสี้ยว

ใบของส้มเสี้ยวมีรสฝาด สรรพคุณของเขาก็ช่วยขับประจำเดือน ขับปัสสาวะ และแก้แผลเปื่อยพัง โดยวิธีใช้ให้นำใบส้มเสี้ยวมาต้มกับยาบำรุงโลหิต จะช่วยให้ประจำเดือนที่เป็นลิ่มก้อน มีกลิ่นเหม็น เป็นปกติขึ้น

  • ฝ้าย

ต้นฝ้ายที่เรารู้จักกันดีก็มีสรรพคุณช่วยขับเลือดได้เหมือนกัน โดยใช้เปลือกรากของฝ้ายมาสับให้ละเอียดจนได้ปริมาณ 8 กรัม จากนั้นนำไปชงในน้ำเดือดครึ่งลิตร หรือประมาณ 4 ถ้วยแก้ว แล้วรับประทานขับประจำเดือนครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว

  • เทียนบ้าน

เทียนบ้านหรือในชื่อเรียกว่าเทียนขาว เทียนไทย เทียนสวน เมื่อนำเมล็ดมาบดเป็นผงละเอียดแล้วผสมตังกุย 10 กรัม ใส่น้ำผึ้งไปหน่อยให้พอเป็นเป็นยาเม็ดได้ ก็จะได้ยาสมุนไพรขับประจำเดือนไว้กินครั้งละ 3 กรัม วันละ 3 เวลา

อย่างไรก็ดี การใช้สมุนไพรรักษาหรือบรรเทาโรคก็ควรปรึกษาแพทย์อีกครั้งว่าสามารถใช้ได้ไหม เพราะแม้สมุนไพรจะมีสรรพคุณดีจริง แต่ก็ควรเลือกใช้อย่างระมัดระวังและปรุงให้ถูกตำรับ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดผลข้างเคียงหรือผลเสียที่ก่อให้เกิดอันตรายได้นะคะ…

Read Post →

น้ำมะนาว

ประโยชน์ดีๆที่ “มะนาว” มีมากกว่าความเปรี้ยว

, , No Comment

คิดถึงเครื่องดื่มที่ช่วยทำให้ความมีชีวิตชีวาให้กับร่างกาย หลายๆคนบางทีอาจนึกถึงน้ำเย็นๆหรือบางทีอาจนึกถึงน้ำอัดลม แม้กระนั้นถ้าเกิดต้องการหลีกเลี่ยงน้ำตาลสูงๆก็บางทีอาจระลึกถึงเครื่องรสเปรี้ยวอย่าง “ น้ำมะนาว ” ได้ มะนาวมิได้เป็นประโยชน์กับพวกเราเพียงแค่รสเปรี้ยวจี๊ดสะใจที่มอบความมีชีวิตชีวาให้กับเราเพียงแค่นั้น แม้กระนั้นยังมีสาระมากต่อสภาพทางด้านร่างกายอีกด้วย

น้ำมะนาว

น้ำมะนาว ปรี้ยว สดชื่น มีประโยชน์

ประโยชน์

  • ผสมน้ำอุ่น ช่วยขับถ่าย-ขับของเสียออกจากร่างกาย

การดื่มน้ำมะนาว หรือน้ำผสมนะนาวอุ่นๆ สามารถช่วยให้ร่างกายขับถ่าย ขับของเสียออกจากร่างกายได้ โดยสัดส่วนของน้ำอุ่น และน้ำมะนาวสดที่ควรดื่มไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน เช่น หากมีอาการเจ็บคอ หรือปวดท้องจากแผลในกระเพาะอาหาร การดื่มน้ำมะนาวสดเข้มข้นอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองคอ หรือกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นจึงควรลองผสม แล้วชิมดูว่าเป็นรสชาติที่เราพอจะจิบดื่มได้

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่ม สามารถเลือกดื่มในช่วงเช้าหลังตื่นนอนได้ แต่สำหรับใครที่มีโรคกรดไหลย้อนเป็นโรคประจำตัว ควรดื่มหลังรับประทานอาหารเช้า หรืออาจเป็นช่วงเวลาอื่นๆ ของวันได้ แต่ควรระมัดระวังในการดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นก่อนนอน เพราะหากปริมาณน้ำมะนาวเข้มข้นมากเกินไป การดื่มในช่วงที่ท้องว่างอาจส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือทำให้ปวดแสบท้องได้

นอกจากนี้ หากในมื้ออาหารนั้นๆ กินอาหารที่มีน้ำมะนาวเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว เช่น กินยำ แกงส้ม ต้มยำต่างๆ มื้อนั้นอาจงดการดื่มน้ำมะนาวไปก่อนได้

  • ผสมน้ำผึ้ง ช่วยลดอาการเจ็บคอ

น้ำผึ้งแท้ที่สะอาด และปลอดภัย ไม่มีเชื้อโรค จะมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อโรคได้ ดังนั้นการผสมดื่มร่วมกันกับน้ำมะนาวที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (สารต้านอนุมูลอิสระ) ช่วยลดการอักเสบได้ ดังนั้นจึงสามารถดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งเพื่อลดอาการเจ็บคอ คออักเสบ บวม แดง ร้อนที่เกิดในช่วงที่เป็นไข้หวัดได้

ถ้าเราปรับสูตรน้ำผึ้งมะนาวให้เหมาะสม จะลดอาการระคายเคืองจากกรดของน้ำมะนาวได้ สังเกตอาการของตัวเองว่าถ้าจิบแล้วแสบคอ ให้ลดการใส่น้ำมะนาวลดลง

  • ลดอาการปวดศีรษะ

มีบางสูตรที่ระบุให้เอากาแฟผสมกับน้ำมะนาว หรือฝานมะนาวลงไป เพื่อช่วยลดอาการปวดศีรษะทั่วไป รวมถึงอาการปวดศีรษะจากโรคไมเกรน แต่จริงๆ แล้วคาเฟอีนในกาแฟอาจทำให้ปวดศีรษะได้มากกว่า ดังนั้นหากอยากดื่มน้ำมะนาวเพื่อลดอาการปวดศีรษะ ไม่ควรผสมกับกาแฟ หากดื่มกาแฟไปแล้ว สามารถดื่มน้ำมะนาวตามหลังได้

  • ช่วยให้หายจากไข้หวัดเร็วขึ้น

ในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว จะมีวิตามินซี มะนาวก็เป็นอาหารที่มีวิตามินซีสูงเช่นกัน ซึ่งวิตามินไม่ได้มีฤทธิ์ป้องกันไข้หวัด แต่ช่วยให้อาการหวัดหายเร็วยิ่งขึ้น การรับประทานวิตามินซีให้เพียงพอทุกวัน ช่วยลดระยะเวลาในการเป็นไข้หวัดได้ เช่น จากที่เคยเป็นไข้หวัดปีละ 14 วัน อาจเหลือปีละ 10-12 วัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรได้รับวิตามินซีเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น นิ่วในไต คลื่นไส้ และท้องเสีย

  • ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินซีต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นโรคลักปิดลักเปิด (เลือดออกตามไรฟัน) ผิวซีด แผลหายยาก อ่อนเพลียง่าย และประสิทธิภาพในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรค การรับประทานมะนาวในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรค และอาการเหล่านี้ได้เช่นกัน

ข้อควรระวัง

  • มะนาวมีความเป็นกรดสูง การดื่มน้ำมะนาวสดที่มีความเข้มข้นมากๆ อาจทำให้ระคายเคืองอวัยวะต่างๆ ในระบบทางเดินอาหาร เช่น คอ หลอดอาหาร ลำไส้ กระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดอาการแสบท้องได้
  • นอกจากนี้ การดื่มน้ำมะนาว หรือกัดเนื้อมะนาวกินตรงๆ รวมถึงการรับประทานอาหารที่ใส่มะนาว เช่น ยำ ต้มยำ ฯลฯ ควรบ้วนปาก หรือดื่มน้ำเปล่าตาม เพื่อลดความเข้มข้นของมะนาวที่ผิวเคลือบฟัน และไม่ควรรีบแปรงฟันหลังรับประทานมะนาวทันที เพราะอาจเสี่ยงฟันสึกกร่อนได้
  • สำหรับการใช้มะนาวที่มีฤทธิ์เป็นกรดค่อนข้างสูง หากจะนำมาผสมเป็นส่วนผสมในการบำรุงผิว ควรใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ผสมกับส่วนประกอบอื่นๆ หรือเจือจางลดความเข้มข้นลง ไม่ควรใช้มะนาวทาลงบนผิว หรือทาลงบนฟันเพื่อการฟอกสีฟันโดยตรง เพราะอาจกัดกร่อนผิวเคลือบฟัน รวมถึงผิวหนังอาจระคายเคืองได้เช่นกัน และไม่ควรใช้กับบริเวณที่มีผิวบอบบาง เช่น รักแร้ ผิวหน้าบริเวณรอบดวงตา ชั้นรอยพับแขน ขา เป็นต้น หากไม่ทราบว่าปริมาณที่ใช้เท่าไรถึงจะปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการทำส่วนผสมต่างๆ จากมะนาวด้วยตัวเองจะดีกว่า

Read Post →

Cyperus

“กกลังกา” สมุนไพรยาบำรุงร่างกาย ทำให้เจริญอาหาร

, , No Comment

กกลังกา เป็นกกขนาดใหญ่ในสกุล Cyperus มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาดากัสการ์ ถูกนำไปปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับทั่วโลก กกรังกามีชื่อสามัญอื่น ๆ อีกคือ

Cyperus

 ” กกลังกา ที่อยู่สกุล Cyperus “

  • กกขนาก
  • กกต้นกลม
  • หญ้าสเล็บ
  • หญ้าลังกา
  • กกดอกแดง
  • กกรังกา
  • หญ้ากก
  • หญ้ารังกา
  • จิ่วหลงทู่จู
  • เฟิงเชอเฉ่า

ลักษณะ

  • ต้นกกลังกา

จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นเหนือดินสร้างช่อดอกและแตกเป็นกอ มีลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าแข็งสั้นๆ คล้ายจำพวกขิงหรือเร่ว ลำต้นตั้งตรงไม่มีกิ่งก้าน มีความสูงได้ประมาณ 100-150 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยมค่อนข้างกลมมน มีสีเขียว ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวที่ชุ่มชื้นและมีอินทรีย์วัตถุสูง จนถึงน้ำลึก 60 เซนติเมตร ชอบความชื้นสูงและแสงแดดแบบเต็มวัน เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นตามบริเวณที่ที่เป็นโคลนหรือน้ำ เช่น ข้างแม่น้ำ สระ ลำคลอง หรือบ่อน้ำ

  • ใบกกลังกา

ใบเป็นใบเดี่ยว แผ่นใบบาง ออกแผ่ซ้อน ๆ กันอยู่ปลายยอดของลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 18-19 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว ใต้ท้องใบสาก ในต้นหนึ่ง ๆ จะมีใบประมาณ 18-25 ใบ

  • ดอกกกลังกา

ออกดอกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่มย่อยที่ปลายกิ่ง ช่อดอกแตกแขนงย่อย 20-25 แขนง มีขนาดกว้างประมาณ 12-20 เซนติเมตร มีใบประดับรองรับช่อดอกประมาณ 4-10 ใบ มีขนาดกว้างประมาณ 6-10 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร แต่ละแขนงจะมีดอกย่อยช่อละ 8-20 ดอก ดอกย่อยจะมีกาบหุ้ม ขนาดกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็กเป็นสีขาวแกมเขียว เมื่อดอกแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ก้านดอกเป็นเส้นเล็ก ๆ มีสีเขียวอ่อน ยาวได้ประมาณ 6-7 เซนติเมตร

  • ผลกกลังกา

ผลเป็นผลแห้ง ลักษณะของผลเป็นรูปทรงรียาว รูปรี หรือรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 0.4-0.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.9-1 มิลลิเมตร ผลเป็นสีน้ำตาล เปลือกแข็ง มีเมล็ดเดียว

สรรพคุณ

  • ทั้งต้นรวมทั้งรากและเหง้า มีรสเปรี้ยว หวาน ขมเล็กน้อย เป็นยา เย็น ใช้เป็นยาฟอกเลือด ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี (ทั้งต้น)
  • เหง้ามีรสขม ใช้ต้มเอาน้ำดื่มหรือนำมาบดให้เป็นผงละลายกับน้ำร้อนดื่มเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ เป็นยาทำให้เจริญอาหาร (เหง้า)
  • ใช้เหง้าต้มกับน้ำดื่มหรือบดเป็นผงละลายกับน้ำร้อนดื่มเป็นยาขับเสมหะ แก้เสมหะ เสมหะเฟื่อง และช่วยขับน้ำลาย (เหง้า)
  • ดอกใช้ต้มกับน้ำดื่มหรืออมกลั้วคอ เป็นยาแก้โรคในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากซีด (ดอก)
  • ใบมีรสเย็นเบื่อ ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาฆ่าพยาธิ ฆ่าเชื้อโรคภายใน (ใบ)
  • หลังการคลอดบุตรของสตรี หากมีอาการปวดท้องน้อยหรือตกเลือด ให้ใช้เหง้ากกลังกานำมาฝนใส่เหล้า แล้วนำไปคั่วจนเนื้อยาเป็นสีคล้ำ นำข้าวสาร 1 กำมือ และยาที่คั่วแล้วปริมาณ 60 กรัม ใส่หม้อนำไปต้ม แล้วจึงนำมารับประทานเป็นยารักษา (เหง้า)
  • ลำต้นมีรสจืด ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท่อน้ำดีอักเสบ ช่วยขับน้ำดีให้ตกลำไส้ และเป็นยาทำลายดีอันผูกไว้ซึ่งพิษ (ลำต้น)
  • ใช้เป็นยาแก้ตัวเหลือง ตาเหลือง แก้ดีซ่าน (ทั้งต้น)
  • ใช้เป็นยาแก้พิษงู ด้วยการใช้เหง้ากกลังกาที่แช่เหล้าไว้นาน 2 อาทิตย์ขึ้นไป นำมาล้างแผลที่โดนงูกัดและใช้เหล้าที่ได้จากนี้รับประทานครั้งละ 1 แก้วยา จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดหรือถอนพิษงูได้ชั่วคราว (เหง้า)
  • ใบใช้ตำพอกเป็นยาฆ่าเชื้อโรคหรือพยาธิที่บาดแผล ซึ่งเป็นตัวนำเชื้อโรคทั้งหมด (ใบ)
  • รากใช้ต้มกับน้ำดื่ม หรือตำกับเหล้าคั้นเอาน้ำดื่ม เป็นยาแก้ช้ำในและการตกเลือดจากอวัยวะภายใน ช่วยขับเลือดเน่าเสียออกจากร่างกาย (ราก)
  • ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย (ทั้งต้น)

ประโยชน์

  • ในการใช้งานด้านภูมิทัศน์ จะนิยมนำต้นกกลังกามาปลูกไว้เป็นไม้ประดับตามริมสระน้ำในสวนหรือใช้ปลูกในภาชนะร่วมกับไม้น้ำอื่น ๆ
  • ใช้เป็นวัสดุในงานหัตถกรรมพื้นบ้าน
  • การปลูกต้นกกลังกาไว้ริมขอบน้ำจะเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวของสัตว์น้ำวัยอ่อน นอกจากนี้ต้นกกลังกายังมีคุณสมบัติในการช่วยบำบัดน้ำเสียและช่วยปรับสมดุลทางระบบนิเวศวิทยาได้อีกด้วย

Read Post →

ผสมในอาหาร

“งาดำ”ธัญพืชยอดนิยมกับข้อควรระวังก่อนทาน

, , No Comment

“ งาดำ ” นับได้ว่าเป็นหนึ่งในธัญพืชที่เป็นที่ชื่นชอบ ผสมในอาหาร รวมทั้งเครื่องดื่มหลายอย่าง และก็มักเป็น ตัวเลือกแรกๆ ของคนที่กำลังดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย เพราะว่าจัดว่าเป็นซูเปอร์ฟูดที่อันแน่นไปด้วยคุณประโยชน์ทางสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ อาทิเช่น มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย ลดคอเลสเตอรอลในเลือด และก็ยังมีแคลเซียมสูงที่ช่วยสร้างเสริมและก็บำรุงกระดูกมากยิ่งกว่านมวัวถึง 6 เท่า

“ งาดำ ” ธัญพืชที่ ผสมในอาหาร และเครื่องดื่มมากมาย

แต่ว่าถึงแม้ว่างาดำจะเป็นประโยชน์มากมายเท่าใด ถ้าหากกินมากจนเกินไป ก็บางทีอาจทำให้เป็นอันตรายต่อสภาพทางด้านร่างกายได้

  • ข้อควรปฏิบัติตามน่ารู้ก่อนรับประทาน

งาดำ เป็นประโยชน์สูง ถึงแม้จำนวนที่กินจะไม่มากมาย แม้กระนั้นด้วยขนาดเล็ก แล้วก็ค่อย รับประทานง่าย ผสมกับของกินอื่นได้ง่าย ก็เลยอาจจะก่อให้ใครหลายๆคนไม่ได้ระแวดระวังในปริมาณที่รับประทานในแต่ละครั้ง

แต่งาดำจัดว่าเป็นอาหารที่ให้พลังงานออกจะสูง เพราะเหตุว่างาดำ 100 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 700 กิโลแคลอรี่ ด้วยเหตุนั้นงาดำก็เลยมักถูกเอาไปใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารให้พลังงานต่างๆเยอะมาก ยิ่งไปกว่านี้งาดำยังเป็นของกินที่มีจำนวนทองแดงออกจะสูง ธรรมดาแล้วร่างกายสามารถกำจัดทองแดงส่วนเกินออกมาจากร่างกายได้ แต่ว่าในคนไข้บางโรค อาทิเช่น โรค Wilson’s disease ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เป็นมาแต่ว่ากำเนิด ทำให้การขับทองแดงออกมาจากร่างกายผิดพลาด ทำให้มีทองแดงสะสมภายในร่างกายคนๆนั้น เรื่อยจนถึงเริ่มมีลักษณะต่างๆที่พบมากสุดเป็นอาการทางตับ ดังเช่น ตัวเหลือง ตับโต ม้ามโต ตามมาด้วยอาการทางระบบประสาท เคลื่อนแตกต่างจากปกติ กลืนลำบาก ฯลฯ

  • ปริมาณที่แนะนำใน 1 วัน

ถ้าหากร่างกายสุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการกำจัดทองแดงส่วนเกินออกมาจากร่างกาย ควรรอบคอบเพียงแค่เรื่องพลังงานที่กำลังจะได้รับเยอะเกินไปแค่นั้น โดยจำนวนของงาดำที่เสนอแนะในวันแล้ววันเล่า ควรจะอยู่ที่ราวๆวันละ 15 กรัม หรือ 1 ช้อนโต๊ะ ก็พอเพียงต่อความต้องการของร่างกายแล้ว

Read Post →

กูดต้นดอยสุเทพ

กูดพร้าว ยาทาแก้ฝี แก้อักเสบ และแก้บวม

, , No Comment

กูดพร้าว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กูดต้น , มหาสดำ , กูดพร้าว หรือ กูดต้นดอยสุเทพ

กูดต้นดอยสุเทพ

กูดพร้าว หรือ กูดต้นดอยสุเทพ

  • ลักษณะ ต้นกูดพร้าว จัดเป็นเฟิร์นต้นที่มีลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 3-5 เมตร ตามลำต้นมีเกล็ดขึ้นปกคลุมและมีรอยก้านใบที่หลุดร่วงไป รากมีลักษณะเป็นเส้นแข็งสีดำ มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ กัมพูชา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจายพันธุ์ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ โดยมักพบขึ้นตามไหล่เขาในป่าดิบเขา บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลต่ำกว่า 1,000 เมตร
  • ใบกูดพร้าว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกรวมกันเป็นกลุ่มบริเวณใกล้ยอด แกนกลางของใบประกอบไม่เรียบ มีตุ่มขรุขระทางด้านล่าง ส่วนด้านบนมีขนและเกล็ดขึ้นประปราย ก้านใบเป็นสีน้ำตาลปนเหลืองหรือสีน้ำตาลเข้ม ยาวได้ประมาณ 40 เซนติเมตร มีหนามสั้น ๆ ที่โคนมีเกล็ดสีน้ำตาลเป็นมัน เกล็ดมีลักษณะเป็นรูปแถบ มีขนาดกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ด้านบนมีขน กลุ่มใบย่อยคู่ล่างลดขนาดลงยาวได้ประมาณ 10 เซนติเมตร มีรูปร่างไม่แน่นอน ส่วนกลุ่มใบย่อยถัดขึ้นมาจะมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานแคบ ปลายเรียวแหลมและมีติ่งยาว มีขนาดกว้างประมาณ 14 เซนติเมตร และยาวประมาณ 40 เซนติเมตร แกนกลุ่มใบย่อยมีเกล็ดแบนสีน้ำตาลทางด้านล่าง ใบย่อยจะมีมากกว่า 25 คู่ เรียงห่างกันประมาณ 1.6 เซนติเมตร ลักษณะเป็นรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก มีขนาดกว้างประมาณ 1.7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนกึ่งตัด ส่วนขอบหยักเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบย่อย หยักเฉียง รูปเคียว มีขนาดกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายมน ส่วนขอบเรียบหรือจักเป็นฟันเลื่อย เส้นกลางใบย่อยมีขนทางด้านบน ส่วนด้านล่างมีเกล็ดแบนสีน้ำตาล แผ่นใบบาง ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน เส้นใบแยกสาขาออกเป็นคู่ 7-8 คู่ ก้านใบย่อยไม่มี
  • กลุ่มอับสปอร์ กูดพร้าว กลุ่มอับสปอร์จะมีลักษณะเป็นรูปเกือบกลม อยู่บนเส้นใบทั้งสองข้าง โดยจะอยู่ตรงเส้นกลางใบย่อย เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์เป็นเกล็ดเล็ก อยู่ที่ฐานของกลุ่มอับสปอร์
  • สรรพคุณ แพทย์แผนชนบทจะใช้เนื้อไม้นำมาทำเป็นยาแก้ไข้ ใช้ฝนเป็นยาทาแก้ฝี แก้อักเสบ และแก้บวม (เนื้อไม้)
  • ประโยชน์ ลำต้นของกูดพร้าวสามารถนำมาใช้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ได้

Read Post →