Monthly Archives For พฤษภาคม 2019

สรรพคุณมังคุด

สรรพคุณมังคุด ราชินีแห่งผลไม้ไทยที่ต้องลิ้มลอง

, , No Comment

สรรพคุณมังคุด มีมากหลาย วันนี้เรามีบทความเกี่ยวกับมังคุดมาฝาก

สรรพคุณมังคุด มังคุดกับความเป็นมา

มังคุด เป็นผลไม้ที่อยู่คู่คนไทยมานาน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักมังคุดได้เป็นอย่างดี ซึ่งมังคุดมีชื่อเรียกต่าง ๆ และมีความเป็นมา ดังนี้

มังคุด ชื่อภาษาอังกฤษคือ mangosteen มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia mangostana Linn. มีชื่อเรียกในภาษามลายูว่ามังกุสตาน manggustan ภาษาอินโดนีเซียเรียกมังกีส ภาษาพม่าเรียกมิงกุทธี ภาษาสิงหลเรียกมังกุส เป็นพันธุ์ไม้ไม่ผลัดใบเขตร้อนชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ที่หมู่เกาะซุนดาและหมู่เกาะโมลุกกะ แพร่กระจายพันธุ์ไปสู่หมู่เกาะอินดีสตะวันตกเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 24 แล้วจึงไปสู่กัวเตมาลา ฮอนดูรัส ปานามา เอกวาดอร์ ไปจนถึงฮาวาย

ในประเทศไทยมีการปลูกมังคุดมานานแล้วเช่นกัน เพราะมีกล่าวถึงในพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ในสมัยรัชกาลที่ 1 นอกจากนั้น ในบริเวณโรงพยาบาลศิริราชยังเคยเป็นที่ตั้งของวังที่มีชื่อว่า “วังสวนมังคุด” ในจดหมายเหตุของราชทูตจากศรีลังกาที่เข้ามาของพระสงฆ์ไทย ได้กล่าวว่ามังคุดเป็นหนึ่งในผลไม้ที่นำออกมารับรองคณะทูต

ประโยชน์ของมังคุด สรรพคุณเพียบ

มังคุดเป็นผลไม้จากเอเชียที่ได้รับความนิยมมาก ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีของผลไม้” อาจเป็นเพราะด้วยลักษณะภายนอกของผลที่มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่หัวขั้วของผลคล้ายมงกุฎของพระราชินี ส่วนเนื้อในก็มีสีขาวสะอาด มีรสชาติที่หวานอร่อย

– เนื้อมังคุด

มีการนำมังคุดมาประกอบอาหารบ้างทั้งอาหารคาว เช่น แกง ยำ และอาหารหวาน เช่น มังคุดลอยแก้ว แยมมังคุด มังคุดกวน มังคุดแช่อิ่ม ในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีการทำมังคุดคัด ด้วยการแกะเนื้อมังคุดห่ามออกมาเสียบไม้รับประทาน ในขณะที่ส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานมังคุดสุกเป็นผลไม้ ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอย ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันอาการไข้ (ไข้ระดับต่ำ) ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว ออกฤทธิ์ต้านสิวอักเสบได้ดี และมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า ลดความเครียด

การรับประทานมังคุดเป็นประจำ จะช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพจิตดี อารมณ์ดีอยู่เสมอ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย และลดไขมันที่ไม่ดีในเส้นเลือด มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกในร่างกาย มีสวนช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ด้วยคุณสมบัติในการลดและควบคุมระดับน้ำตาลอีกด้วย

เนื้อมังคุด มีเส้นกากใยสูง ช่วยเรื่องการขับถ่ายและมีวิตามินเกลือแร่สูงมาก เช่น กรดอินทรีย์ น้ำตาล แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก

– เปลือกมังคุด

ส่วนเปลือกของมังคุดมีสารให้รสฝาด คือแทนนิน แซนโทน (โดยเฉพาะแมงโกสติน) ซึ่งแทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็ว ส่วนแมงโกสตินช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้ดี ในทางยาสมุนไพร ใช้เปลือกมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำหรือย่างไฟ ฝนกับน้ำปูนใส แก้ท้องเสีย เปลือกแห้งฝนกับน้ำปูนใส ใช้รักษาอาการน้ำกัดเท้า แผลเปื่อย นอกจากนี้ เปลือกมังคุดมีสารป้องกันเชื้อราเหมาะแก่การหมักปุ๋ย ชาวโอรังอัสลี ในรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย ใช้เปลือกผลแห้งรักษาแผลเปิด

– น้ำมังคุด

น้ำมังคุดช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุล ด้วยการหลั่งสาร Interleukin Iและ Tumor Necrosis Factor ช่วยยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามีน ลดอาการแพ้ภูมิตนเอง (ในโรค SLE) และลดการอักเสบ ในผู้ป่วยเบาหวาน ตับเสื่อม ไตวาย ข้อเข่าเสื่อม ความดันโลหิตสูง โรคพาร์กินสัน ไทรอยด์เป็นพิษ ความผิดปกติของสมองอันเนื่องจากการอักเสบ

มังคุดกับการรักษาโรคมะเร็ง

นอกจากจะยับยั้งเชื้อ HIV บางตัวแล้ว มังคุดยังสามารถป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) และ ม.เชียงใหม่ ได้ค้นพบสูตรสารต้านมะเร็งจากมังคุดทั้งลูก

โดยสารสกัดจากมังคุดช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวชนิด ทีเอช 1 (Th1) และ ทีเอช17 (Th17) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยกำจัดและป้องกันการก่อเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้ และน้ำมังคุดยังสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดเทร็ก (Treg) ที่ช่วยจัดระเบียบให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันสมดุล ขณะที่ผลทดลองกับผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะสุดท้ายพบว่า คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สรรพคุณว่านนางตัด

สรรพคุณว่านนางตัด สมุนไพรปลุกอารมณ์ทางเพศ รีเฟรชสุขภาพผู้หญิง

, , No Comment

สรรพคุณว่านนางตัด สมุนไพรปลุกอารมณ์ทางเพศ

สรรพคุณว่านนางตัด เป็นสมุนไพรที่มีมานาน แต่เพิ่งจะได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการให้คนได้รู้จักว่า สรรพคุณว่านนางตัดสามารถช่วยบำรุงกำลังผู้หญิง กระชับมดลูก ลดอาการปวดประจำเดือน อีกทั้งยังช่วยปลุกความซู่ซ่าให้เรื่องบนเตียง จนถูกยกให้เป็นไวอากร้าผู้หญิงในรูปแบบสมุนไพรไทย ซึ่งด้วยสรรพคุณของว่านนางตัดที่เจ๋งเป้งขนาดนี้ เราเลยขอนำทุกคนมารู้จักสมุนไพรว่านนางตัดให้มากขึ้น

ว่านนางตัด กับความหลากหลายของชื่อ

สมุนไพรว่านนางตัดเป็นชื่อที่เรียกกันทั่วไป โดยเฉพาะในจังหวัดสตูลและตรัง แต่ชื่อในท้องถิ่นจะถูกเรียกว่าพิลังสาหรือว่านนางสัด ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันในแถบจังหวัดชุมพรและนครศรีธรรมราช

ส่วนว่านนางตัดในชื่อวิทยาศาสตร์ มีชื่อว่า Labisia pumila (Blume) F.-Vill. & Naves

ลักษณะทางพันธุศาสตร์ของว่านนางตัด

ว่านนางตัดมีลักษณะของต้นเป็นไม้ล้มลุกกึ่งไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสูงประมาณ 5-15 เซนติเมตร บริเวณลำต้น ก้านใบ และช่อดอก มีเกล็ดสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ส่วนใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ปลายใบแหลม แผ่นใบด้านล่างมีเกล็ดสีน้ำตาลแดงกระจายอยู่ทั่วบนเส้นกลางใบ ภายในใบมีเส้นแขนงใบจำนวนมาก

ว่านนางตัดเป็นไม้พุ่มที่มีดอก ขนาดช่อดอกยาวประมาณ 2-8 มิลลิเมตร ใน 1 ช่อจะมีดอกอยู่ราว ๆ 7 ดอก กลีบดอกเป็นรูปสามเหลี่ยม มีจุดโปร่งใสกระจาย สีกลีบดอกเป็นสีขาวหรือขาวอมชมพู และมีผลทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 มิลลิเมตร ผิวด้านนอกมีต่อมเรียวยาวกระจาย

แหล่งปลูกว่านนางตัดและพื้นที่กระจายพันธุ์

ในไทยจะพบว่านนางตัดทางภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากว่านนางตัดมักจะปลูกได้ดีในพื้นป่าดิบชื้น มีร่มเงา ตามริมลำธารหรือพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 100-800 เมตร

ส่วนเขตการกระจายพันธุ์จะอยู่แถบกัมพูชา คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว ชวา และเกาะสุมาตรา

ว่านนางตัด

ว่านนางตัด สรรพคุณนี้ที่ร่ำลือ

นายอับดล หรอหมาน หมอยาภาคใต้ได้บรรยายสรรพคุณของว่านนางตัดไว้ว่า ว่านนางตัดมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน แก้ฝ้าจากสาเหตุประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ช่วยกระชับมดลูก แก้ปัญหามดลูกหย่อนคล้อย เพิ่มการไหลเวียนโลหิต อีกทั้งยังมีสรรพคุณด้านบำรุงกำลังทางเพศในผู้หญิง โดยเฉพาะหญิงวัยกลางคนให้มีสมรรถภาพทางเพศดีขึ้น ช่วยให้เรื่องบนเตียงกลับมากระชุ่มกระช่วยอีกครั้ง

นอกจากนี้ว่านนางตัดยังช่วยแก้อาการวัยทอง เพราะจะเข้าไปปรับสมดุลการไหลเวียนโลหิตให้เป็นปกติ และสำหรับเพศชายก็ยังสามารถใช้ว่านนางตัดเป็นสมุนไพรบรรเทาอาการปวดเมื่อยร่างกาย หรือหากมีอาการโรคบิด ท้องอืด หรือโรคไขข้อ สมุนไพรอย่างว่านนางตัดก็บรรเทาและแก้อาการของโรคเหล่านี้ได้

วิธีรับประทานสมุนไพรว่านนางตัด

นำว่านนางตัดทั้งส่วนของราก ใบ และลำต้น ไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาต้มกับน้ำในปริมาณ 1 ลิตร ต้มนาน 30 นาที เสร็จแล้วให้กรองเอาแต่น้ำมาดื่มเป็นชาได้ตลอดเวลา โดยน้ำว่านจะมีรสฝาด ไม่ขม และมีกลิ่นหอมรับประทานง่าย สามารถดื่มได้ 3 เวลา ทั้งเช้า กลางวัน และเย็น

ทั้งนี้ว่านนางตัดก็เป็นสมุนไพรตัวเด็ดที่เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อย่างประเทศมาเลเซียและซาอุดีอาระเบีย แต่อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพรใด ๆ ควรศึกษาข้อมูลของสมุนไพรชนิดนั้นให้ถี่ถ้วน หรือทางที่ดีควรปรึกษากับแพทย์แผนไทยหรือแพทย์ประจำตัวก่อนใช้สมุนไพรด้วยนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สรรพคุณใบฝรั่ง

สรรพคุณใบฝรั่ง สรรพคุณนับไม่ครบ ไม่ได้จบแค่ช่วยดับกลิ่นปาก

, , No Comment

สรรพคุณใบฝรั่ง ดับกลิ่นปากได้เยี่ยม แถมสรรพคุณทางยาและการรักษาโรคก็มีเพียบนะจ๊ะ

สรรพคุณใบฝรั่ง ฝรั่งเป็นผลไม้ที่คุ้นลิ้นและคุ้นชื่อกันดีอยู่แล้วในบ้านเรา แต่ที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อนเลยแน่ ๆ ก็คือ ไม่ใช่แค่ผลฝรั่งนะคะที่กินแล้วอร่อยแถมดีต่อสุขภาพ แต่ใบฝรั่งก็มีสรรพคุณหลายต่อหลายอย่าง ทั้งช่วยดับกลิ่นปาก แก้ท้องเสีย ท้องร่วง รักษาโรคเหงือก แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี โพแทสเซียม ไลโคปีน และไฟเบอร์ การันตีว่าดีต่อสุขภาพ ที่สำคัญช่วยบรรเทาและรักษาได้หลายโรคตามข้อมูลจากบรรทัดถัดจากนี้

สรรพคุณของใบฝรั่ง ของดีต้องบอกต่อ

*ช่วยระงับกลิ่นปาก

ใบฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psidium guajava L. ในใบฝรั่งมีน้ำมันหอมระเหยหลายชนิดจึงสามารถช่วยระงับกลิ่นปากได้ดี โดยเฉพาะปัญหากลิ่นปากที่เกิดจากฟันผุ เหงือกอักเสบ เศษอาหารเน่าค้าง หรือกลิ่นปากจากการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง รวมทั้งกลิ่นเหล้าและบุหรี่ ส่วนวิธีใช้ก็เพียงนำใบฝรั่งสดประมาณ 3-5 ใบ ล้างให้สะอาดแล้วค่อยนำมาเคี้ยวก่อนคายกากทิ้ง

*บรรเทาอาการปวดฟันจากเหงือกอักเสบ

จากการศึกษาของคณะเภสัชพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ผู้ป่วยจำนวน 70 คนที่ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดอาการอักเสบของเหงือกและบรรเทาอาการปวดฟันจากเหงือกอักเสบได้ร้อยละ 19.8 เนื่องจากในใบฝรั่งมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบได้นั่นเอง

*ลดการบีบตัวของลำไส้ แก้ท้องเสีย ท้องร่วง

ใบฝรั่งมีเควอร์ซิทิน (Quercetin) และ Quercetin-3arabinoside มีฤทธิ์ยับยั้งแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) จึงช่วยให้หยุดถ่าย และสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อพยาธิที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ท้องร่วงได้ โดยวิธีรับประทานใบฝรั่งเป็นยาแก้ท้องเสียให้นำใบฝรั่ง 10-15 ใบมาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นโขลกพอแหลกแล้วนำไปต้มกับน้ำ 1 แก้วใหญ่ ผสมเกลือปรุงรสไปเล็กน้อย พอเดือดแล้วจึงพักให้หายร้อนแล้วนำมาจิบเป็นชาใบฝรั่ง

*ลดน้ำตาลในเลือด

จากการทดลองพบว่า สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่ถูกฉีดสารให้ใกล้เคียงโรคเบาหวานได้ โดยสารสกัดใบฝรั่งสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในมนุษย์ต่อไป

* ต้านเซลล์มะเร็ง

ผลการวิจัยพบว่า สารสกัดจากใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งไฟโบรซาร์โคมา (Fibrosarcoma) และช่วยต้านเชื้อเซลล์มะเร็งเต้านมได้

* ลดอาการปวดประจำเดือน

ใบฝรั่งที่สกัดจากสารเอทานอล จะมีสารฟลาโวนอยด์ผสมอยู่ด้วย ซึ่งสารนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ และลดอาการปวดประจำเดือนได้ โดยแนะนำให้นำใบฝรั่งสดล้างสะอาดไปแช่น้ำไว้สักครู่ ก่อนนำน้ำที่แช่ฝรั่งมาจิบทีละน้อย ทว่าสรรพคุณของใบฝรั่งข้อนี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่กินยาคุมกำเนิดหรือผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนนะคะ

* รักษาไข้หวัด

ใบฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีที่สูงมาก ดังนั้นจึงสามารถเข้าไปจัดการกับเชื้อไวรัสไข้หวัดได้อย่างอยู่หมัด โดยสารในใบฝรั่งจะช่วยลดน้ำมูกและลดการแพร่กระจายของเชื้อหวัดในร่างกาย อาการไข้หวัดที่มีอยู่จึงจะทุเลาลงเรื่อย ๆ แต่ที่สำคัญ การใช้ใบฝรั่งรักษาไข้หวัดต้องใช้ใบฝรั่งที่ผ่านกระบวนการทำให้สุกเสียก่อนจึงจะเห็นผล

* รักษาสิว

ใบฝรั่งมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ ช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย และอุดมไปด้วยวิตามินซี เหมาะสำหรับการรักษาสิวและลดริ้วรอยด่างดำจากสิวได้ โดยนำใบฝรั่งล้างสะอาดมาโขลกให้ละเอียด จากนั้นผสมน้ำต้มสุกลงไปเล็กน้อยเพื่อให้ได้น้ำมาแต้มสิวและรอยดำจากสิว

* เป็นยาห้ามเลือด

ใช้ใบฝรั่งสดล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำมาตำจนแหลกแล้วค่อยนำไปพอกที่แผลสด เลือดจะหยุดไหลและใบฝรั่งจะช่วยลดอาการอักเสบ

* ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร

น้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในใบฝรั่งไม่เพียงแต่ช่วยดับกลิ่นปากได้เท่านั้น แต่ยังช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้อีกอย่าง ทำให้ไม่เกิดอาการแน่นท้อง

เห็นชื่อเสียงใบฝรั่งเงียบ ๆ แบบนี้ แต่อันที่จริงแล้วสรรพคุณใบฝรั่งนี้เพียบจนน่าทึ่งไปเลยนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

ประโยชน์ของใบพลู

ประโยชน์ของใบพลู กับหลากสรรพคุณรักษาโรค

, , No Comment

ประโยชน์ของใบพลู ใบพลู พืชสมุนไพรไทย

ประโยชน์ของใบพลู กับสรรพคุณช่วยรักษาสารพัดอาการ ที่เป็นภูมิปัญญาแบบไทย ๆ

เอ่ยถึงใบพลู คนฟังจะจินตนาการย้อนยุคไปไกลหลายสิบปี นึกเห็นภาพคุณย่าคุณยายกับตะกร้าหมากและปากแดง ๆ ที่มีน้ำหมากไหลย้อยนิด ๆ ที่มุมปาก

และกระโถนสำหรับบ้วนน้ำหมากทิ้ง ที่ต้องเล่าให้เห็นภาพอย่างนี้เพราะคนไทยที่อายุต่ำกว่า 40 ปีแทบจะไม่เคยเห็นวัฒนธรรมการกินหมากพลูกันแล้ว ยังมีบ้างก็ในชนบทต่างจังหวัดที่ยังคุ้นชินตาในวิถีดำรงชีวิตประจำบ้าน (คนที่กินหมากไม่ใช่แค่คุณย่าคุณยายเท่านั้น คุณปู่คุณตาก็กินด้วย แต่ไม่นิยมหิ้วตะกร้าหมาก อย่างมากก็พกใส่ชายพกสักคำสองคำ)

ใบพลูนั้นเป็นของคู่กันกับหมากมาช้านาน คนไทยจึงเรียกว่าหมากพลูคู่กันเสมอ ปัจจุบันบทบาทของหมากพลูที่แพร่หลายคือใช้เป็นเครื่องไหว้บูชาในงานพิธีสำคัญต่าง ๆ หรือใช้ไหว้พระไหว้เทพเจ้า

การเคี้ยวหมากพลูกลายเป็นของต้องห้ามของคนไทยตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี มีการตัดต้นหมากและพลูทิ้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งน่าเสียดายยิ่งนักเพราะหมากพลูไม่ได้ใช้ประโยชน์แค่นั้น แต่ยังเป็นยาที่มีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะพลูนั้นใช้ประโยชน์ได้เสมือนยาสามัญประจำบ้านปลูกไว้มีแต่ได้ประโยชน์

ย้อนกลับไปในอดีต ใบพลูเป็นสินค้าตัวหนึ่งที่มีการเก็บอากรภาษี ค้างละหนึ่งบาท หรือที่เรียกว่าไม้ค้างพลู (หนึ่งค้างก็เหมื่อนพลูหนึ่งต้น) อันแสดงให้เห็นว่าเป็นพืชสมุนไพรเศรษฐกิจที่มีการซื้อขายกันมายาวนาน และพลูยังเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการกินหมากของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นไปถึงเอเชียใต้ อย่างมิอาจบอกได้ว่าแท้จริงแล้วต้นกำเนิดการกินหมากพลูนั้นเริ่มมาจากที่ใดกันแน่ ดังนั้นจึงมีการส่งใบพลูและหมากออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ สร้างรายได้เข้าประเทศในสมัยนั้นจำนวนไม่น้อย

แม้ปัจจุบันความสำคัญของการบริโภคหมากพลูเรียกได้ว่าแทบจะหมดไปแล้ว ยังเหลือการใช้เป็นเครื่องบูชาที่จะขาดมิได้เท่านั้น จนทำให้ชาวสวนพลูจำนวนไม่น้อยหันหลังให้กลับอาชีพนี้ และบางส่วนที่ยังทำอยู่ก็ดูเหมือนจะไร้ผู้สืบทอด ในความเป็นจริงแล้วอนาคตของสวนพลูยังสดใสเปลี่ยนจากการปลูกแล้วกิน เป็นการปลูกและนำไปสกัดน้ำมันหอมระเหย ตลาดน้ำมันหอมระเหยโดยรวมทุกชนิดนั้นมีมูลค่าการตลาดมหาศาล สำหรับน้ำมันหอมระเหยใบพลูแม้จะไม่ติดอันดับต้น ๆ แต่ราคาซื้อขายต่อกิโลกรัมราคาก็ไม่น้อย ปัจจุบันซื้อขายกันกิโลกรัมละ 23,000-25,000 บาท

อนาคตของชาวสวนพลูยังมีแนวโน้มที่ดีถ้ามีการพัฒนากระบวนการตั้งแต่การปลูกและผลิตอย่างเป็นรูปธรรมกระทั่งไปสู่กระบวนการแปรรูป เพราะน้ำมันหอมระเหยใบพลูสามารถพัฒนาเป็นเครื่องสำอางเพื่อความงาม ยาระงับกลิ่นกาย ยาอมบ้วนปาก น้ำมันนวดคลายกล้ามเนื้อ ขี้ผึ้งหรือครีมฆ่าเชื้อรารักษาโรคเชื้อราต่าง ๆ ทำสบู่ก้อน สบู่เหลว ได้ เป็นต้น

น้ำมันหอมระเหยใบพลู หรือ Betel Vine สกัดจากใบพลู น้ำมันหอมระเหยมีสีเหลืองออกน้ำตาลเข้มมีกลิ่นฉุนค่อนข้างมาก มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้หลายชนิด เหมาะสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในครีมหรือน้ำมันนวดบริเวณช่องท้องเพื่อดูแลระบบทางเดินอาหาร

สรรพคุณของใบพลูคือ ใบ ช่วยกระตุ้นน้ำลาย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ แก้ปวดท้อง แก้ลมพิษและฆ่าพยาธิ รักษาแผลช้ำบวม เลือดกำเดาออก แก้ลมพิษ แก้อาการคัน น้ำมันจากใบ แก้คัดจมูก อมกลั่วคอแก้เจ็บคอ มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด

สารสำคัญในใบพลูมีหลายชนิดซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาและช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ยับยั้งการเติบโตและฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของวัณโรคและเชื้อหนอง ต้านเชื้อราของโรคผิวหนังและกลากเกลื้อน ฮ่องกงฟุต น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ลดการปวดบวมของกล้ามเนื้อ เคล็ดขัดยอก

การใช้ใบพลูรักษาโรคและอาการต่าง ๆ นั้นพบว่ามีการใช้แบบง่าย ๆ อาทิ

ดับกลิ่นปาก ใช้เคี้ยวแล้วคายทิ้งวันละ 2-3 ครั้ง ช่วยดับกลิ่นปากได้
ดับกลิ่นกาย ใช้ใบสดขยี้ให้แหลกแล้วใช้ทาถูที่ใต้รักแร้เป็นประจำ
แก้ลมพิษ ใช้ใบสดโขลกให้ละเอียดผสมเหล้าขาวเล็กน้อย ใช้ทาจนหาย
แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้ใบสดโขลกให้ละเอียดคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำร้อนสักหนึ่งแก้วดื่ม ช่วยลดอาการปวดจุกแน่นเฟ้อและบำรุงกระเพาะอาหารด้วย
ลดปวดบวม ใช้ใบพลูเลือกใบใหญ่ ๆ นำไปอังไฟให้ร้อนใช้ไปประคบบริวณที่ปวดบวมช้ำ
รักษากลากและฮ่องกงฟุต เอาใบสดโขลกให้ละเอียดดองกับเหล้าขาวทิ้งไว้ 15 วัน แล้วกรองเอาแต่น้ำใช้ทาบริเวณที่เป็น

นัยที่สำคัญของพลูในยุคก่อน นอกจากเป็นเครื่องเคี้ยวคู่กับหมากใช้ต้อนรับแขก ใช้เชื่อมสัมพันธ์พบปะสังสรรค์ยังเป็นเครื่องบอกรักระหว่างหนุ่ม-สาว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้หมากพลูไปแล้วอีกฝ่ายให้หมากพลูตอบกลับ แสดงว่ารักนั้นสมหวัง แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องดื่มน้ำบัวบกแทน หนุ่มสาวยุคใหม่ถ้าใครสนใจก็นำไปใช้ลองดู แต่คิด ๆ ไปแล้วอีกฝ่ายที่รับคงนึกว่าเขาเอามากราบไหว้ตัวเองมากกว่าจะบอกรักเป็นแน่แท้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สรรพคุณผักชี

สรรพคุณผักชี สรรพคุณขึ้นชื่อ ความดีเลื่องลือถึงต่างชาติ

, , No Comment

สรรพคุณผักชี สรรพคุณดียังไง

สรรพคุณผักชี ทำไมคนญี่ปุ่นถึงฮิตกินผักชีหนักมาก มาทำความรู้จักประโยชน์ของผักชี ผักดี ๆ ใกล้ตัวเรากันค่ะ

กลิ่นและสีของผักชีมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และค่อนข้างแรงจนหลายคนอาจรู้สึกยี้ผักชนิดนี้เข้าอย่างจัง ทั้ง ๆ ที่สรรพคุณของผักชีเรียกได้ว่าดีตั้งแต่รากยันใบ

ดังนั้นต่อไปหากเจอผักชีอยู่ในจานอาหารก็อย่าเพิ่งเขี่ยทิ้งนะคะ เพราะขนาดคนญี่ปุ่นยังฮิตกินผักชีจนเกิดกระแสผักชีฟีเวอร์ แล้วบ้านเราซึ่งหากินผักชีได้ง่ายมาก ๆ เจอแทบจะทุกเมนูแบบนี้ จะพลาดผักชีให้อายคนญี่ปุ่นไปทำไมกันล่ะเนอะ

ผักชี สมุนไพรมีดีที่อยากให้รู้จัก

ผักชี หรือภาษาอังกฤษว่า Coriander เป็นไม้ล้มลุกที่มีสีเขียวตลอดทั้งต้น ยกเว้นรากที่เป็นสีขาว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน อินเดีย และเอเชียตะวันตก จึงพบผักชีได้ในประเทศอินเดีย โมร็อกโก ส่วนในไทยจะปลูกผักชีกันมากในจังหวัดราชบุรี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร

ผักสมุนไพรชนิดนี้คนไทยเราคุ้นกลิ่นและคุ้นเคยกันดีเพราะส่วนใหญ่มักจะนำผักชีมาเป็นผักโรยหน้าอาหาร บ้างก็นำรากผักชีหรือเมล็ดผักชีไปตำเป็นเครื่องปรุงส่งกลิ่นหอม ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าประโยชน์ของผักชีมีดีกว่ากลิ่นและสีสันเขียว ๆ อีกเยอะ จนฮิตฮอตไปไกลถึงต่างประเทศ โดยเฉพาะความฮิตของผักชีที่ประเทศญี่ปุ่น

ผักชี สรรพคุณมีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของผักชีที่อยากให้รู้กันอย่างชัดเจน เราจะแยกเป็นสรรพคุณทางยาของผักชีตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และประโยชน์ของผักชีตามฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้

สรรพคุณทางยาของผักชีตามภูมิปัญญา

ผักชีมีสรรพคุณดี ๆ แทบจะทุกส่วน เริ่มจากส่วนใบผักชี ลำต้น เมล็ดผักชี และราก ตามนี้

– ใบผักชี ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย แก้อาการกระหายน้ำ แก้ไอ แก้หวัด บรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน แก้อาการวิงเวียนศีรษะ รักษาอาการอาหารเป็นพิษ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

– เมล็ดผักชี แก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก และผลผักชียังสามารถแก้บิด แก้อาการถ่ายเป็นเลือด ถ่ายเป็นมูก แก้ริดสีดวงทวาร และบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ด้วย

– ต้นสด มีรสเผ็ด ช่วยขับผื่นหัดให้ออกเร็วขึ้น ขับเหงื่อ ขับลม ช่วยให้เจริญอาหาร ละลายเสมหะ และรักษาโรคริดสีดวงทวาร

– รากผักชี ใช้เป็นน้ำกระสายยา ช่วยขับพิษไข้หัว ไข้อีดำอีแดง รักษาหิด และอีสุกอีใส

วิธีและปริมาณที่ใช้ผักชีเป็นยา

ใช้ต้นผักชีแห้ง 10-15 กรัม หรือต้นสด 60-150 กรัม มาต้มเอาน้ำมาดื่ม หรือคั้นน้ำผักชีมาดื่ม หากใช้ภายนอกให้เอาน้ำต้มผักชีมาชะล้าง หรือนำผักชีต้มมาตำและพอกให้ทั่ว หรือหากจะใช้เมล็ดผักชีแก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก ให้นำเมล็ดผักชีต้มน้ำ แล้วเอาน้ำผักชีมาบ้วนปากบ่อย ๆ

ทั้งนี้เราสามารถรับประทานผักชีเพื่อบำรุงสุขภาพในขนาดที่ใช้ประกอบอาหารตามปกติได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่นะคะ

ข้อควรระวัง

สำหรับคนที่มีประวัติแพ้พืชวงศ์ผักชี (Apiaceae) หรือแพ้คื่นช่าย ยี่หร่า เทียนข้าวเปลือก เทียนสัตตบุษย์ กระเทียม และหอมใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักชี เพราะผักชีอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น เป็นผื่นแพ้ ทำให้ผิวไวต่อแสงแดด เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง เยื่อบุจมูกและตาอักเสบจากภูมิแพ้ รวมไปถึงอาการหลอดลมเกร็งตัวได้

อย่างไรก็ตาม ผักชีเป็นผักที่มีกลิ่นฉุน จึงไม่ควรกินผักชีในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้มีกลิ่นตัวแรงขึ้น หรือหากกินผักชีในปริมาณมาก ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการตาลาย ลืมง่ายขึ้นด้วย

ประโยชน์ของผักชีเชิงวิทยาศาสตร์

ก่อนจะไปถึงสรรพคุณของผักชี เรามาดูคุณค่าทางโภชนาการของผักชีสดในปริมาณ 100 กรัมกันก่อนดีกว่า

ผักชีสด 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

– คาร์โบไฮเดรต 3.67 กรัม
– น้ำตาล 0.87 กรัม
– เส้นใย 2.8 กรัม
– ไขมัน 0.52 กรัม
– โปรตีน 2.13 กรัม
– วิตามินเอ 337 ไมโครกรัม
– เบต้าแคโรทีน 3,930 ไมโครกรัม
– ลูทีนและซีแซนทีน 865 ไมโครกรัม
– วิตามินบี1 0.067 มิลลิกรัม
– วิตามินบี2 0.162 มิลลิกรัม
– วิตามินบี3 1.114 มิลลิกรัม
– วิตามินบี5 0.57 มิลลิกรัม
– วิตามินบี6 0.149 มิลลิกรัม
– วิตามินบี9 62 ไมโครกรัม…

Read Post →

สรรพคุณข้าวเย็นเหนือ

สรรพคุณข้าวเย็นเหนือ ที่เป็นประโยชน์ วิธีกิน ข้าวเย็นเหนือ

, , No Comment

สรรพคุณข้าวเย็นเหนือ หัว มีรสมันกร่อยหวานเล็กน้อย

สรรพคุณข้าวเย็นเหนือ แก้ประดง แก้มะเร็งคุดทะราด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้กามโรค

เข้าข้อออกดอก เข้าข้อ ฝีแผลเน่าเปื่อยพุพอง ทำให้แผลฝียุบแห้ง แก้ประดง แก้เม็ดผื่นคัน ดับพิษในกระดูก

ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ปัสสาวะพิการ แก้อักเสบในร่างกาย นิยมใช้คู่กันทั้งข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้ เรียกว่า ข้าวเย็นทั้งสอง

สรรพคุณของข้าวเย็นเหนือ

-ตำรายาพื้นบ้านมุกดาหารและประเทศมาเลเซียจะใช้เหง้าเป็นยาบำรุง (หัว)
-หัวนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงเลือด (หัว)
-หัวตากแห้งนำมาหั่นผสมในตำรับยาบำรุงกำลัง (หัว)
-ใช้หัวในยาตำรับ นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้มะเร็ง ด้วยการบดยาหัวให้ละเอียดผสมกับส้มโมง ต้มจนแห้งแล้วผสมกับน้ำผึ้งรับประทานวันละ 1 เม็ด (หัว) หัวข้าวเย็นทั้งสองมีกลไกลการออกฤทธิ์ต้านมะเร็งเต้านม (หัว)
-ตำรับยาแก้เบาหวานให้ใช้หัวข้าวเย็นทั้งสอง ใบโพธิ์ และไม้สัก นำมาต้มในหม้อดินเป็นยาดื่ม ส่วนอีกตำรับยาหนึ่งให้ใช้หัวข้าวเย็นทั้งสองผสมกับต้นลูกใต้ใบ นำมาต้มกับน้ำดื่ม (หัว)
-หัวหรือรากมีรสหวานจืด เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อตับ กระเพาะ ใช้เป็นยาขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ (หัว)
-ต้นมีรสจืดเย็น เป็นยาแก้ไข้เรื้อรังและแก้ไข้ตัวร้อน (ผล)
-ใบมีรสจืดเย็น เป็นยาแก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต (ใบ)
-ตำรับยาแก้ไข้ทับระดูและระดูทับไข้ โดยมีอยู่ 2 ตำรับ ตำรับยาแรกใช้ยารวม 4 อย่าง ส่วนตำรับที่สองใช้ 6 อย่าง โดยใช้หัวข้าวเย็นทั้งสองผสมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับ นำมาต้มเอาแต่น้ำดื่ม (หัว)
-หัวมีรสมันกร่อน หวานเล็กน้อย ใช้เป็นยาแก้ประดง (หัว)
-ตำรับยาแก้ไอ ให้ใช้หัวข้าวเย็นเหนือ 5 บาทและหัวข้าวเย็นใต้ 5 บาท นำมาต้มในหม้อดินและเติมเกลือทะเลเล็กน้อย ใช้ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น (หัว)
-ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ (หัว)
-ช่วยแก้ตาแดง (หัว)
-ช่วยขับลมชื้น ด้วยการใช้ข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้อย่างละ 30 กรัม โกฐเขมา, โกฐหัวบัว, เจตมูลเพลิง (ไม่ได้ระบุว่าใช้เจตมูลเพลิงแดงหรือเจตมูลเพลิงขาว), เถาวัลย์เปรียงอย่างละ 20 กรัม นำมาต้มรวมกันใช้เป็นน้ำดื่ม หรือจะนำมาแช่กับเหล้า โดยใส่เหล้าให้ท่วมตัวยา ทิ้งไว้ 7 วัน แล้วนำมารับประทานก็ได้ (หัว)
-รากใช้เป็นยาแก้พยาธิในท้อง (ราก)

สรรพคุณทางยา :

-ราก แก้พุพอง แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ปัสสาวะพิการ แก้พยาธิในท้อง
-หัว แก้มะเร็ง แก้เส้นพิการ น้ำเหลืองเสีย กามโรค ฝีเปื่อย พุพอง และต้นแก้อัมพาตแก้ประดง คุดทะราด น้ำเหลืองเสีย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้กามโรค ฝีแผลเน่าเปื่อยพุพอง เม็ดผื่นคัน ดับพิษในกระดูก แก้ปัสสาวะ
-ใบ แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต
-ผล แก้ลมริดสีดวง
วิธีการใช้ :

-แก้พุพอง แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ปัสสาวะพิการ แก้พยาธิในท้อง นำรากมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
-แก้มะเร็ง นำหัวบดให้ละเอียดผสมกับส้มโมงแล้วต้มจนแห้ง ผสมกับน้ำผึ้งรับประทานวันละ 1 เม็ด สามารถออกฤทธิ์ต้านมะเร็งเต้านม
-แก้เส้นพิการ น้ำเหลืองเสีย กามโรค ฝีเปื่อย พุพอง และต้นแก้อัมพาตแก้ประดง คุดทะราด น้ำเหลืองเสีย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้กามโรค ฝีแผลเน่าเปื่อยพุพอง เม็ดผื่นคัน ดับพิษในกระดูก แก้ปัสสาวะ นำหัวมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
-แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต นำใบมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
-แก้ลมริดสีดวง นำผลมารับประทานสดๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.karatbarsaec.com

Read Post →

สรรพคุณว่านมหาเมฆ

สรรพคุณว่านมหาเมฆ (กระเจียวแดง) สรรพคุณดีแท้ ลดขนรักแร้ แก้ผมร่วง !

, , No Comment

สรรพคุณว่านมหาเมฆ หลาย ๆ คนอาจไม่ค่อยรู้จัก แต่ถ้าเรียกว่ากระเจียวแดง

สรรพคุณว่านมหาเมฆ หรือขมิ้นดำ หลาย ๆ คนก็คงรู้สึกคุ้นหูขึ้นมาบ้าง ซึ่งสาเหตุที่เรานำเรื่องว่านมหาเมฆมาให้ทุกคนได้รู้จักในวันนี้ ก็เพราะมีงานวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งพบว่า ว่านมหาเมฆนั้นช่วยลดขนรักแร้และแก้ผมร่วงได้ แต่อย่างไรก็ตามว่านมหาเมฆไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่นั้น ฉะนั้นเราเลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับว่านมหาเมฆกันให้มากขึ้นกว่านี้ค่ะ

ว่านมหาเมฆคืออะไรกันนะ ?

ว่านมหาเมฆเป็นพืชชนิดเดียวกันกับขิงหรือข่า จัดอยู่ในวงศ์ Zingiberaceae มีลักษณะเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย จึงมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นมากมาย ทั้งกระเจียวแดง ว่านขมิ้นดำ ขมิ้นดำ มหาเมฆ อาวแดง ขิงเนื้อดำ หรือขิงสีน้ำเงิน ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของว่านมหาเมฆ ก็คือ Curcuma aeruginosa Roxb ค่ะ

ว่านมหาเมฆ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นยังไง ?

ว่านมหาเมฆ หรือกระเจียวแดง เป็นไม้ล้มลุกสูงประมาณ 40-60 เซนติเมตร มีเหง้ารูปไข่อยู่ใต้ดิน ขนาด 4-7 x 3-5 เซนติเมตร ภายนอกมีสีสนิมทองแดง ภายในมีสีฟ้าอมเขียว ส่วนใบของว่านมหาเมฆเป็นใบเดี่ยว เรียวยาว ปลายใบแหลม โคนใบรี ขอบใบเรียบ โดยจะเรียงสลับกันอยู่ ใบส่วนมากจะมีความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร กว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร แทบทั้งใบเป็นสีเขียว แต่จะมีสีแดงเลือดหมูแทรกอยู่ตามเส้นกลางใบ

และในส่วนของดอกของว่านมหาเมฆจะมีลักษณะเกิดจากเหง้า เป็นช่อ แต่ละช่อมี 2-7 ดอก เป็นรูปทรงกระบอก ยาว 10-20 เซนติเมตร มักออกดอกในช่วงฤดูฝน ใบประดับของดอกถ้าอยู่ส่วนยอดจะมีสีชมพูหรือแดง ถ้าอยู่ข้างล่างจะมีสีเขียว ส่วนผลของว่านมหาเมฆเป็นรูปไข่ ออกเป็นพวง มีขนหนาแน่น มีเมล็ดด้านใน ทรงคล้ายหยดน้ำ ยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร

ว่านมหาเมฆ สรรพคุณมากแค่ไหน ?

อย่างที่เราเกริ่นไปในตอนแรกว่าสรรพคุณของว่านมหาเมฆช่วยรักษาผมร่วง ปัญหาศีรษะล้าน ถือเป็นสมุนไพรปลูกผมอีกชนิดหนึ่ง นอกจากนั้นว่านมหาเมฆยังมีสรรพคุณช่วยยับยั้งการเจริญของขนรักแร้ได้อีกด้วยนะคะ โดยสรรพคุณของว่านมหาเมฆที่เราได้กล่าวมาทั้งหมดเป็นข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ได้ทำการวิจัยและพบว่า ปัญหาผมร่วงที่มีสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งก็คือฮอร์โมนไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) ที่มีมากเกินไปในบางคน ก่อให้เกิดปัญหาศีรษะล้าน ปัญหาผมร่วง สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ด้วยสรรพคุณจากสมุนไพรอย่างว่านมหาเมฆนี่เลย

โดย รศ. ดร.กรกนก อิงคนินันท์ หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร มหาวิทยาลัยนเรศวร เผยผลวิจัยว่า สารสกัดจากว่านมหาเมฆซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกับขมิ้น มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชายทั้งในระดับหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง โดยว่านมหาเมฆมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไฟว์แอลฟารีดักเทส โดยสารหลักที่ออกฤทธิ์สูงสุดในว่านมหาเมฆคือ เจอมาโครน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเป็นสารที่ไม่ก่อให้เกิดพิษทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง

ดังนั้นทางคณะวิจัยจึงทดลองนำสารสกัดจากว่านมหาเมฆมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมกับกลุ่มอาสาเพศชายที่มีปัญหาศีรษะล้านจำนวน 87 คน ซึ่งกำลังเข้ารับการรักษาปัญหาศีรษะล้านกับโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่งด้วยกัน โดยผลจากการวิจัยก็พบว่า กลุ่มที่ใช้ยาสระผมจากสารสกัดว่านมหาเมฆมีผลที่ดีกว่ากลุ่มที่ใช้ยาสระผมหลอก คือช่วยเพิ่มการงอกและการเติบโตของเส้นผมได้ดีเท่ากับกลุ่มที่ใช้ยาสระผมที่มีสารไมน็อกซิดิล ซึ่งเป็นยากระตุ้นการเจริญของเส้นผมเลยทีเดียว ที่สำคัญยังไม่พบปัญหาระคายเคืองต่อผิวหนังในกลุ่มทดลองเลยสักคนด้วยค่ะ

จากการวิจัยก็ทำให้เราเห็นว่า สรรพคุณของว่านมหาเมฆช่วยแก้ผมร่วง จัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรแก้ผมร่วงได้จริง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้กล่าวเพิ่มเติมว่า หากใช้สารสกัดจากว่านมหาเมฆร่วมกันกับสารไมน็อกซิดิล ก็จะช่วยลดอาการผมร่วงและช่วยให้ผมขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ

ทว่าสรรพคุณของว่านมหาเมฆยังไม่หมดเพียงเท่านี้ค่ะ เพราะคณะนักวิจัยร่วม ได้นำสารสกัดจากว่านมหาเมฆไปต่อยอดทำการศึกษาต่อ โดยเริ่มต้นจากข้อสันนิษฐานว่า การมีแอนโดรเจนฮอร์โมนมากเกินไปจะนำไปสู่การเจริญของขนตามลำตัวและใบหน้ามากกว่าปกติ ดังนั้นสรรพคุณในการยับยั้งฮอร์โมนที่ส่งผลต่อเส้นผมและขนของคนในว่านมหาเมฆน่าจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ทางทีมวิจัยจึงพัฒนาสารสกัดจากว่านมหาเมฆไปผลิตเป็นโรลออน ซึ่งผลจากการประเมินประสิทธิภาพของกลุ่มอาสาสมัครหญิงจำนวน 30 คนก็พบว่า กลุ่มที่ใช้โรลออนที่มีสารสกัดจากว่านมหาเมฆไป 4 สัปดาห์ มีอัตราการเจริญเติบโตของขนรักแร้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการใช้ยาหลอก ดังนั้นในเร็ว ๆ นี้ สาว ๆ อาจจะได้ใช้โรลออนลดขนรักแร้ที่ทำจากว่านมหาเมฆก็ได้นะคะ

อย่างไรก็ตาม ว่านมหาเมฆไม่ได้มีสรรพคุณช่วยแก้ผมร่วงและยับยั้งการขึ้นของขนรักแร้เท่านั้นหรอกค่ะ เพราะว่านมหาเมฆ หรือกระเจียวแดง ขมิ้นดำ จัดเป็นสมุนไพรที่ใช้รักษาและป้องกันโรคมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยสรรพคุณอื่น ๆ และประโยชน์ของว่านมหาเมฆก็มีดังนี้

ว่านมหาเมฆกับสรรพคุณทางยา

เหง้า : นำมาหั่นเป็นแว่น แล้วต้มดื่ม แก้โรคกระเพาะ แก้ท้องร่วง แก้หืดหอบ หายใจไม่ปกติ แก้ไข้ แก้อาเจียน หรือจะหั่นเหง้าแล้วนำไปดองกับเหล้าดื่ม ก็ช่วยรักษาอาการจุกเสียด แน่นท้อง และแก้อาการท้องร่วงได้ อีกทั้งยังช่วยบำรุงให้หายจากอาการปวดมดลูกหรือมดลูกอักเสบ และสามารถดื่มเป็นยารัดมดลูกสำหรับคุณแม่หลังคลอดได้ด้วย นอกจากนี้เรายังสามารถนำเหง้าไปเข้าตำรับยา เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย และช่วยขับลมได้ดี

ดอก : มีรสเผ็ดและกลิ่นหอม ทานเป็นยาระบายและช่วยขับลมได้

หน่ออ่อน : ใช้เป็นยาสมานแผลได้

หัวสด : หัวสดนำมาโขลกให้ละเอียดแล้วผสมกับเหล้าขาว คั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม จะมีสรรพคุณช่วยแก้โรคธาตุพิการ …

Read Post →

สรรพคุณชงโค

สรรพคุณชงโค ประโยชน์ดีต่อสุขภาพ เป็นไม้ประดับก็สวย

, , No Comment

สรรพคุณชงโค ไม้ดอกอย่างชงโคไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

สรรพคุณชงโค แต่สรรพคุณทางยาและประโยชน์ต่อสุขภาพก็ไม่น้อย มาดูสรรพคุณของชงโคกันเลย

ของบางอย่างสวยแต่รูป จูบไม่หอม แต่ไม่ใช่กับชงโคแน่ ๆ ค่ะ เพราะนอกจากชงโคจะเป็นไม้ประดับหน้าตาดีแล้ว ประโยชน์ทางสุขภาพของชงโคก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะสรรพคุณทางยาของชงโค เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักชงโคกันดีกว่า

ชงโค ไม้ประดับเสริมสิริมงคล

ชงโคมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย พม่า ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยชงโคยังเป็นต้นไม้มงคลตามความเชื่อของชาวฮินดู โดยเชื่อว่าชงโคเป็นต้นไม้ของสวรรค์ขึ้นอยู่ในเทวโลก อีกทั้งชงโคยังเป็นต้นไม้ของพระลักษมี พระชายาของพระนารายณ์ จึงจัดว่าชงโคเป็นไม้มงคลที่ควรปลูกเอาไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

มีการสันนิษฐานว่า ชงโคเข้ามาในไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะชงโคมีชื่อปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทย ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ พ.ศ. 2416 ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับชงโคไว้ว่า “ชงโคเป็นชื่อต้นไม้อย่างหนึ่งเหมือนอย่างต้นกาหลง แต่สีมันแดง”

ชงโค ชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพันธุศาสตร์

ชงโคมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinia Purpurea Linn. อยู่ในวงศ์ Leguminosae เช่นเดียวกับกาหลง ทำให้มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่คล้ายกัน และนอกจากชื่อชงโคแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น เสี้ยวหวาน เสี้ยวดอกแดง หรือชงโคในภาษาอังกฤษว่า Orchid Tree

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของชงโคเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ความสูงของต้นประมาณ 5-10 เมตร กิ่งอ่อนมีขนปกคลุม ผลัดใบช่วงสั้น ๆ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับ รูปร่างใบมนเกือบกลม ปลายของใบเว้าลึกมาก คล้ายรูปหัวใจ ใบกว้าง 8-16 เซนติเมตร ยาว 10-14 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ

ดอกชงโคมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โดยดอกจะออกช่อตามปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 6-10 ดอก แต่ละดอกมีกลีบ 5 กลีบ ดอกมีสีชมพูถึงม่วงอมแดง ลักษณะดอกคล้ายดอกกล้วยไม้ ตรงกลางของดอกจะมีเกสรตัวผู้เป็นเส้นยาว 5 เส้น และมีเกสรตัวเมียอยู่ตรงกลาง 1 เส้น ยาวเด่นกว่าเกสรตัวผู้

ชงโค สรรพคุณโอ้โห…ดีงาม

ตามตำราแพทย์แผนไทย ชงโคมีสรรพคุณด้านสมุนไพร ดังนี้

1. แก้ไอ

ใบชงโคสามารถนำไปต้มแล้วจิบเป็นชาแก้อาการไอได้

2. ยาระบาย

ตำรับยาแผนไทยใช้รากชงโคล้างสะอาด ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก ถ่ายยาก และยังมีฤทธิ์ช่วยขับลมในร่างกายอีกด้วย

3. รักษาแผล ฝี

ใบชงโคล้างสะอาดตำให้แหลกแล้วนำมาพอกฝี รักษาแผลได้ แต่ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสติดเชื้อที่แผล แนะนำว่าอย่าโปะใบชงโคลงไปบนแผลโดยตรงจะดีกว่า

4. แก้ท้องเสีย แก้บิด

เปลือกต้นชงโคมีสรรพคุณช่วยแก้ท้องเสีย แก้ปวดบิด

5. แก้พิษร้อน แก้ไข้

ดอกชงโคไม่ได้งามตาเท่านั้น แต่ยังมีสรรพคุณแก้พิษร้อนจากเลือดและน้ำดี แก้ไข้

นอกจากนี้ชงโคยังมีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ได้ด้วยนะคะ บอกแล้วว่าชงโคเป็นต้นไม้ที่มีสรรพคุณทางยาไม่น้อยหน้าดอกไหน ๆ เลยล่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สรรพคุณอำพันทอง

สรรพคุณอำพันทอง หรือขี้วาฬ อ้วกวาฬ ตัวยาบำรุงหัวใจ มีค่ามากยิ่งกว่าทอง !

, , No Comment

สรรพคุณอำพันทอง หรืออ้วกวาฬ หรือขี้ปลาวาฬ

สรรพคุณอำพันทอง วัตถุดิบมูลค่ามหาศาลทั้งยังมีสรรพคุณที่ไม่ธรรมดาเลยสักนิด แถมยังเป็นของหายาก ราคาจึงยิ่งสูงขึ้นไปอีก !

ขึ้นชื่อว่าเป็นขี้ อ้วก หรือดี ที่ถูกขับออกมาจากร่างกาย ย่อมเป็นของที่ไม่มีประโยชน์จนร่างกายไม่ต้องการถูกไหมคะ แต่ไม่ใช่กับมูลปลาวาฬ หรืออำพันทะเล ที่มีไว้เรียกของเสียอย่างหนึ่งที่ถูกขับออกมาจากตัวปลาวาฬ ซึ่งแม้จะเป็นของเสียที่ร่างกายปลาวาฬไม่ต้องการ แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เสาะหาสิ่งนี้มาก เพราะอำพันทะเลหรือขี้ปลาวาฬสรรพคุณไม่ธรรมดา ทั้งเป็นหัวน้ำหอม และในตำรับยาก็ใช้บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ

อำพันทอง คืออะไร

อำพันทอง มีชื่อเรียกอีกหลาย ๆ ชื่อ ทั้งอำพันทะเล มูลปลาวาฬ ขี้วาฬ อ้วกวาฬ ส่วนในภาษาอังกฤษ อำพันทะเลจะเรียกว่า Ambergris อำพันทองคือขี้หรืออ้วกของปลาวาฬหัวทุย (ขึ้นอยู่กับว่าปลาวาฬจะขับออกมาทางไหน) ซึ่งปลาวาฬชนิดนี้ชอบกินปลาหมึกเป็นพิเศษ ทว่าร่างกายของปลาวาฬไม่สามารถย่อยไขมันจากปลาหมึกได้ ทำให้ไขมันจากปลาหมึกสะสมอยู่ในลำไส้ จนร่างกายของปลาวาฬขับถ่ายไขมันส่วนนี้ออกมาพร้อมอุจจาระ หรือสำรอกไขมันเหล่านี้ออกมาเป็นอ้วก ส่วนที่ย่อยสลายได้อย่างอุจจาระหรือสารอื่น ๆ ก็จะสลายไปกับทะเล แต่ไขมันจากปลาหมึกที่ย่อยสลายไม่ได้จะลอยตัวอยู่บนผิวน้ำทะเล

ทั้งนี้เมื่อปลาวาฬขับถ่ายหรือสำรอกออกมาแล้ว เริ่มแรกก้อนนี้จะมีกลิ่นเหม็น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนหรือเป็นปี ถูกทั้งน้ำทะเลและแสงแดดทำปฏิกิริยา อ้วกวาฬหรือขี้ปลาวาฬดังกล่าวจะกลายสภาพเป็นก้อนแข็งสีขาว สีน้ำตาล สีเทา หรือสีดำ ตามระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นเหม็นของขี้ปลาวาฬจะกลายเป็นกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นน้ำมันหอมระเหย

อำพันสีทอง สรรพคุณดีอย่างไร

สรรพคุณของอำพันทะเล หรือขี้ปลาวาฬ โดยมากมักจะถูกนำไปสกัดเป็นหัวน้ำหอม หรือเป็นกลิ่นไวน์ และกลิ่นอาหารบางชนิด เพราะไขจากลำไส้วาฬสามารถเก็บกลิ่นไว้ได้นาน โดยนอกจากสรรพคุณในด้านนี้แล้ว อำพันทองยังถูกใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในตำรับยาแผนไทย โดยระบุไว้ว่า อำพันทองมีรสเอียนคาวเล็กน้อย มีสรรพคุณบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย แก้ลมวิงเวียน แก้เสมหะ และบำรุงโลหิต จึงมีการนำอำพันทองมาเป็นส่วนผสมในยาแผนโบราณตำราต่าง ๆ อาทิ ยาหอมอินทจักร์

อำพันทะเล ราคาเท่าไร

เนื่องจากอำพันทะเลเป็นของหายาก ดังนั้นสนนราคาจึงค่อนข้างสูง โดยมีสนนราคากิโลกรัมละหลายพันไปจนถึงหลายหมื่นบาท ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีข่าวชาวประมงในต่างประเทศเจออำพันทะเลขนาดใหญ่หนักเกือบ 100 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าหลายล้านเหรียญเลยทีเดียว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สรรพคุณต้นอังกาบหนู

สรรพคุณต้นอังกาบหนู รักษามะเร็งได้จริงไหม เปิดสรรพคุณอันไม่ธรรมดา

, , No Comment

สรรพคุณต้นอังกาบหนู ไม่ธรรมดา

สรรพคุณต้นอังกาบหนู แต่จะเป็นสมุนไพรเทวดาอย่างที่ชาวบ้านเรียกขานหรือไม่ มาเช็กข้อมูลกัน อังกาบหนู สรรพคุณดียังไง

ต้นอังกาบหนูที่กำลังเลื่องลือถึงสรรพคุณของอังกาบหนูว่าเด็ดดวง ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ โดยมีชาวบ้าน จ.สุโขทัย ลองกินสมุนไพรอังกาบหนูแล้วอาการมะเร็งดีขึ้น (อ่านข่าว พบสมุนไพรรักษามะเร็ง “ต้นอังกาบหนู” คนสุโขทัยกินแล้วหายกว่า 10 ราย วอนรัฐวิจัยด่วน) ทว่างานวิจัยที่แน่ชัดถึงสรรพคุณของอังกาบกับการรักษาโรคมะเร็งยังไม่เคยมีรายงานให้เราได้ทราบกัน แต่วันนี้กระปุกดอทคอมจะพามารู้จักสรรพคุณต้นอังกาบหนู ว่ามีดียังไงบ้าง

อังกาบหนู สมุนไพรตัวจี๊ด

อังกาบหนูมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Barleria prionitis L. เป็นพืชในวงศ์ ACANTHACEAE ภาษาอังกฤษ เรียก Porcupine flower ส่วนในบ้านเรามีชื่อท้องถิ่นเรียกขานกันทั้ง ต้นอังกาบหนู ก้านชั่ง ลืมเฒ่าใหญ่ อังกาบกานพลู ทองระอา มันไก่ เขี้ยวเนื้อ เขี้ยวแก้ว และคันชั่ง

อังกาบหนู ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นอย่างไร

ต้นอังกาบหนูเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-1.5 เมตร ตามโคนต้นจะมีหนามแหลมยาวประมาณครึ่งเซนติเมตร กิ่งก้านของต้นอังกาบหนูจะแตกออกไปรอบ ๆ ต้น ส่วนใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของใบเป็นทรงรี ปลายและโคนใบจะแหลม ส่วนกลางใบจะกว้างประมาณ 0.5-1 นิ้ว ยาว 1.5-2 นิ้ว ขอบใบเรียบ มีสีเขียวอ่อน

ต้นอังกาบมีดอกออกเป็นช่อค่อนข้างแน่น ดอกมีหลายสีทั้งสีเหลืองสด สีฟ้า สีขาว สีม่วงอ่อนแกมชมพู ที่โคนช่อดอกมีใบประดับรูปขอบขนานยาว ขอบใบเว้า ดอกส่วนโคนเชื่อมเป็นหลอด ยาว 3-4 เซนติเมตร ด้านนอกมีขนและมีเกสรผู้ 4 อัน แบ่งเป็นเกสรสั้น 2 เกสรยาว 2 ผลอังกาบหนูเป็นฝักรูปยาวรี ปลายและโคนแหลม ด้านในมีเมล็ดประมาณ 4 เมล็ดซ่อนอยู่

อังกาบหนู สรรพคุณที่ควรรู้จัก

ข้อมูลจากตำรับยาพื้นบ้าน และภูมิปัญญาหมอชาวบ้าน พบว่า สรรพคุณของต้นอังกาบใช้ได้หลายส่วนและบำบัดอาการได้หลายโรค ดังนี้

* ใบอังกาบหนู

– ต้มใบกินแก้ปวดฝี ถอนพิษร้อนอักเสบ
– แก้ไข้ แก้หวัด โดยคั้นน้ำต้มใบอังกาบมากินเป็นยา
– เคี้ยวใบกินแก้ปวดฟัน
– คั้นน้ำใบอังกาบหนูผสมน้ำผึ้งช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
– กินใบสด ๆ แก้ท้องผูก
– น้ำคั้นจากใบใช้หยอดหู แก้อาการหูอักเสบได้
– คั้นใบแก้พิษงู
– น้ำคั้นจากใบใช้รักษาอาการคัน
– น้ำต้มใบแก้ปวดบวม ปวดตามข้อ
– น้ำต้มจากใบช่วยแก้อาหารไม่ย่อย
– น้ำจากใบช่วยฟอกโลหิต

* ดอกต้นอังกาบหนู

– บำรุงธาตุทั้งสี่ โดยนำดอกอังกาบหนูมาตากแห้งแล้วต้มกินเป็นยา
– น้ำต้มจากดอกอังกาบหนูแห้งใช้ดื่มละลายเสมหะ บรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะได้

* รากต้นอังกาบหนู

– รากชนิดดอกสีเหลืองมีฤทธิ์แก้ไข้ ดับพิษร้อนในร่างกาย รากชนิดดอกสีฟ้าม่วงช่วยขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน
– รากแก้พิษตะขาบ พิษงู
– ต้มรากผสมน้ำมะนาวแก้กลากเกลื้อน
– น้ำต้มจากรากแก้อาหารไม่ย่อย โดยอาจผสมน้ำมะนาวช่วยเพิ่มรสชาติและกระตุ้นระบบย่อยอาหารได้
– รากใช้เป็นยารักษาฝี
– คุมกำเนิด โดยสารสกัดจากรากอังกาบหนูมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสเปิร์ม และทำให้การเคลื่อนไหวของสเปิร์มลดลงในหนูทดลอง แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนในคน

นอกจากนี้ยังมีคนนำทั้ง 5 ส่วนของต้นอังกาบหนู ทั้งใบ ราก ดอก เมล็ด เกสร มาต้มเป็นยาแก้ไขข้ออักเสบด้วยนะคะ เนื่องจากพบว่า ต้นอังกาบหนูมีฤทธิ์ต้านอักเสบ ช่วยลดปวดจากการอักเสบ

ต้นอังกาบหนู ประโยชน์ก็มี

ไม่เพียงแต่สรรพคุณทางยาเท่านั้นแต่ต้นอังกาบหนูยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ตามนี้เลย

– น้ำคั้นจากใบใช้ทาแก้ส้นเท้าแตก
– ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับก็สวยงาม และยังสามารถนำใบ ราก ดอก ของต้นอังกาบมาทำยาสมุนไพรได้อีกด้วย

ต้นอังกาบหนู รักษามะเร็งได้จริงไหม

แม้จะมีรายงานว่า พบชาวบ้านจำนวนหนึ่งหายจากโรคมะเร็งด้วยการใช้สมุนไพรต้นอังกาบหนูเป็นประจำ ทว่าก็ยังไม่มีงานวิจัยใดที่สามารถยืนยันสรรพคุณของต้นอังกาบหนูในข้อนี้ได้อย่างชัดเจนนะคะ โดยจากการศึกษาพบว่า สารสกัดต้นอังกาบหนูมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน แต่ยังไม่ได้มีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็งที่เด่นชัด ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ต้นอังกาบหนูเพื่อรักษามะเร็งอย่างเพียว ๆ แต่ควรได้รับการรักษาร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการรักษาโรคมะเร็ง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะใช้สมุนไพรไม่ว่าจะชนิดใดก็ตาม เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจไม่เหมาะสมกับคนแต่ละคน และควรคำนึงถึงปริมาณในการกินด้วย เพราะอาจมีผลกระทบต่อไตได้…

Read Post →