Monthly Archives For กุมภาพันธ์ 2019

สมุนไพรโกงกางบก

สมุนไพรโกงกางบก

, , No Comment

สมุนไพรโกงกางบก

สมุนไพรโกงกางบก

สมุนไพรโกงกางบก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า สันขวาน (ลำปาง), อุ้งไก่ (สมุทรปราการ), โกงกางบก (ชลบุรี), โพอาศัย (ระนอง), งาไซ มะดินทราย (สงขลา), งาไซ (สุราษฎร์ธานี), มะดินทราย (สงขลา), ทีไร (ปัตตานี), พังกาบก (ภาคใต้), จันทิตสอ (ทั่วไป) เป็นต้น

โกงกางบก ชื่อวิทยาศาสตร์ Planchonella obovata (R.Br.) Pierre (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Pouteria obovata (R.Br.) Baehni, Pouteria obovata var. dubia (Koidz. ex Nakai) H.Hara) จัดอยู่ในวงศ์พิกุล (SAPOTACEAE)

ลักษณะของโกงกางบก
ต้นโกงกางบก จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ทรงพุ่ม มีลักษณะเป็นทรงกรวย เปลือกลำต้นเป็นสีเทาแดง พบขึ้นในป่าชายเลน ในบริเวณติดต่อกับป่าชายหาด

ใบโกงกางบก ใบเป็นใบเดี่ยว ผิวใบเรียบเป็นมัน สีเขียว ส่วนก้านใบเป็นสีน้ำตาลอมแดง

ดอกโกงกางบก ออกดอกเป็นช่อกระจุก โดยจะออกตามง่ามใบ ฐานรองดอกมีลักษณะเป็นรูปถ้วย ดอกมีขนาดเล็ก

ผลโกงกางบก ผลเป็นผลเดี่ยว ลักษณะกลมรี มีขั้วเล็กน้อย ผิวผลเรียบ ผลเป็นสีเขียวและเป็นมัน กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

สรรพคุณของโกงกางบก
ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย จะนำใบมาบดใช้พอกรักษาอาการปวดศีรษะ (ใบ)
ประโยชน์ของโกงกางบก
เนื้อไม้มีความแข็ง สามารถนำมาใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ได้ เช่น ด้ามขวาน ด้ามจอบ และใช้ทำเครื่องเรือนทั่วไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรกระไดลิง

สมุนไพรกระไดลิง

, , No Comment

สมุนไพรกระไดลิง

 

สมุนไพรกระไดลิง

สมุนไพรกระไดลิง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะลืมคำ (เชียงใหม่), กระไดลิง (ราชบุรี), กระไดวอก โชกนุ้ย (ชาวบน-ชัยภูมิ), เครือเสี้ยว (ไทใหญ่), กระไดวอก มะลืมดำ (ภาคเหนือ), บันไดลิง, ลางลิง เป็นต้น

กระไดลิง ชื่อวิทยาศาสตร์ Bauhinia scandens L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Lasiobema scandens (L.) de Wit, Lasiobema scandens var. horsfieldii (Miq.) de Wit) ส่วนข้อมูลอื่นระบุว่า เป็นชนิด Bauhinia scandens var. horsfieldii (Prain) K.Larsen & S.S.Larsen (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Lasiobema horsfieldii Miq.) โดยจัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

ลักษณะของกระไดลิง
ต้นกระไดลิง จัดเป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็งผลัดใบขนาดใหญ่ มีมือเกาะ มักขึ้นพาดพันตามเรือนยอดของต้นไม้อื่นไปได้ไกล เถาแก่มีลักษณะแข็ง เหนียว แบน โค้งไปมาเป็นลอนสม่ำเสมอ ลักษณะเป็นขั้น ๆ ดูคล้ายบันได จึงเรียกชื่อพรรณไม้ชนิดนี้ว่า “กระไดลิง” ตามกิ่งอ่อนจะมีขนขึ้นประปราย ส่วนกิ่งแก่จะเกลี้ยงไม่มีขน มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย ภูมิภาคอินโดจีน และอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วภาคของประเทศ ยกเว้นภาคใต้ เช่น จังหวัดเลย, ชัยภูมิ, นครราชสีมา, อยุธยา, กาญจนบุรี, สระบุรี, จันทบุรี, ชลบุรี, ปราจีนบุรี, ตราด, ประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ โดยมักขึ้นตามป่าดิบแล้งและตามป่าเบญจพรรณชื้น

ใบกระไดลิง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปพัด ปลายใบแหลมหรือเว้ามากหรือน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-11 เซนติเมตร ใบที่อยู่ส่วนปลายจะเว้าลึกลงมาค่อนใบ แผ่นใบจะมีลักษณะเป็นสองแฉก โคนใบกว้างและมักเว้าเล็กน้อย ที่รอยต่อก้านใบเป็นรูปคล้ายหัวใจ มีเส้นใบออกจากโคนใบ 5-7 เส้น ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นมัน ส่วนด้านล่างมีขนขึ้นประปรายหรือเกลี้ยง ก้านใบยาวประมาณ 1.5-5 เซนติเมตร หูใบมีขนาดเล็กมาก เป็นติ่งยาวและร่วงได้ง่าย

ดอกกระไดลิง ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกเป็นแบบช่อแยกแขนง ยาวประมาณ 12-25 เซนติเมตร มีขนขึ้นประปราย แตกแขนงน้อย แต่ละแขนงจะมีดอกขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ติดกันคล้ายรูปถ้วย ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีขาวอมเหลือง แยกจากกัน คล้ายรูปหัด ก้านกลีบดอกสั้น ดอกมีเกสรเพศผู้สมบูรณ์ 3 อัน และเกสรเพศผู้ไม่สมบูรณ์อีก 2 อัน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า รังไข่ก้านสั้น

ผลกระไดลิง ออกผลเป็นฝัก ฝักมีลักษณะแบน รูปรี หรือรูปไข่แกมรี ปลายฝักมน มีติ่งแหลมสั้น ๆ ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ฝักแก่เป็นสีน้ำตาลแดง เมื่อแห้งจะแตกออก ภายในมีเมล็ด 1-2 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน
สรรพคุณของกระไดลิง
เถามีรสเบื่อเมา มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษทั้งปวง (กะจำนวนพอประมาณใช้ต้มกับน้ำดื่ม) แก้พิษฝี แก้ไข้ตัวร้อน ขับเหงื่อ แก้พิษไข้ แก้พิษร้อน แก้ร้อนใน แก้ไข้เซื่องซึม แก้พิษโลหิต แก้พิษไข้ทั้งปวง แก้พิษเลือดลม และเป็นยาแก้กระษัย (เถา)
ในประเทศอินโดนีเซียจะนิยมใช้น้ำเลี้ยง (sap) หรือน้ำที่ตัดได้จากเถาหรือต้นสดของกระไดลิงที่ไหลซึมออกมา แล้วใช้ภาชนะรอง นำมาจิบกินบ่อย ๆ เพื่อเป็นยาบรรเทาอาการไอ (น้ำจากเถา)
ตำรายาพื้นบ้านทางภาคอีสานของไทยจะใช้เถาหรือต้นนำมาต้มกับน้ำหรือฝนกับน้ำดื่มเป็นยาแก้บิด (เถา)
เปลือกมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคผิวหนัง แก้ปวดข้อ ใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำอาบเพื่อใช้เป็นยาคุมกำเนิด แต่คนท้องห้ามใช้เพราะอาจจะทำให้แท้งบุตรได้ (เปลือกต้น)…

Read Post →

สมุนไพรกระวานป่า

สมุนไพรกระวานป่า

, , No Comment

สมุนไพรกระวานป่า

สมุนไพรกระวานป่า

สมุนไพรกระวานป่า มีชื่อเรียกอื่นว่า เร่ว (ภาคใต้ฝั่งตะวันออก) ส่วนที่จังหวัดปัตตานีจะเรียกชื่อว่า “กระวานป่า“

กระวานป่า ชื่อวิทยาศาสตร์ Amomum uliginosum J.Koenig (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amomum ovoideum Pierre ex Gagnep., Amomum robustum K.Schum., Amomum uliginosum Koenig, Cardamomum uliginosum (J.Koenig) Kuntze, Wurfbainia uliginosa (J.Koenig) Giseke) จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)

ลักษณะของกระวานป่า
ต้นกระวานป่า จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นที่อยู่เหนือดินมีความสูงได้ประมาณ 2.5-4 เมตร

ใบกระวานป่า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียน เจริญจากลำต้นที่อยู่ใต้ดิน มีใบประมาณ 16-24 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลมมีติ่งแหลม ห้อยย้อยลง โคนใบเป็นรูปลิ่ม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดยาวกว้างประมาณ 7-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 40-60 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ส่วนผิวใบด้านล่างมีขนสีน้ำตาล
ดอกกระวานป่า ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ดอกจะเกิดจากตาเหง้าบริเวณโคนของลำต้นเหนือดิน มีดอกย่อยประมาณ 15 ดอก กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีขาวปนสีชมพูอ่อน ส่วนกลีบดอกเป็นสีขาว ดอกมีเกสรเพศผู้สีขาว มีสีชมพูอ่อนที่โคน เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี 1 อัน เกสรเพศเมียมีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ

ผลกระวานป่า ผลเป็นแบบแคปซูล[1] เป็นผลแห้ง เมื่อสุกเป็นสีแดง ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาล รวมกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม มีกลิ่นคล้ายการบูร

สรรพคุณของกระวานป่า
เมล็ดใช้เป็นยาขับลม แก้อาการปวดท้อง (เมล็ด)
ประโยชน์ของกระวานป่า
เมล็ดใช้เป็นเครื่องเทศ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรดีปลากั้ง

สมุนไพรดีปลากั้ง

, , No Comment

สมุนไพรดีปลากั้ง

สมุนไพรดีปลากั้ง

สมุนไพรดีปลากั้ง มีชื่อเรียกอื่นว่า “บีปลากั้ง“
ดีปลากั้ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Phlogacanthus pulcherrimus T.Anderson (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cystacanthus pulcherrimus C.B.Clarke) จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ (ACANTHACEAE)

 

ลักษณะของต้นดีปลากั้ง
ต้นดีปลากั้ง จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 0.5-1.5 เมตร

ใบดีปลากั้ง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-16 เซนติเมตร ก้านใบยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร

ดอกดีปลากั้ง ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด ช่อดอกเป็นแบบช่อเชิงลด ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว ลักษณะเป็นรูประฆัง ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกเป็นสีม่วงอมแดง เชื่อมติดกันเป็นรูปคนโท หลอดกลีบพองออกด้านเดียว ส่วนปลายแยกออกเป็น 5 แฉก

ผลดีปลากั้ง ผลเป็นแบบแคปซูล ยาวได้ประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร เมื่อแห้งจะแตกออก เมล็ดจะเกิดที่ช่วงปลายของผล มีก้านตะขอดีดเมล็ด

สรรพคุณของดีปลากั้ง
ตำรายาพื้นบ้านจังหวัดมุกดาหารจะใช้สมุนไพรดีปลากั้งเป็นยาบำรุงกำลัง (ยอดอ่อน)
ใบมีรสขมหวาน มีสรรพคุณช่วยคลายเครียด แก้เบาหวาน (ยอดอ่อน)
ยอดอ่อนมีรสขมอ่อน ๆ ใช้รับประทานเป็นอาหาร มีสรรพคุณช่วยทำให้เจริญอาหาร (ยอดอ่อน)
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานีจะใช้ส่วนของลำต้นดีปลากั้ง นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด (ลำต้น)
ยอดใช้นึ่งรับประทานเป็นยาแก้ปวดหลัง (ยอดอ่อน)
ประโยชน์ของดีปลากั้ง
ยอดอ่อนใช้รับประทานเป็นผักแกล้มกับน้ำพริกและลาบได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรรัง

สมุนไพรรัง

, , No Comment

สมุนไพรรัง

สมุนไพรรัง

 

สมุนไพรรัง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ลักป้าว (เชียงใหม่), เรียง เรียงพนม (สุรินทร์), เปา เปาดอกแดง (ภาคเหนือ), ฮัง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), รัง (ภาคกลาง), ไม้เปา (คนเมือง, ม้ง), แลบอง เป็นต้น

รัง ชื่อวิทยาศาสตร์ Pentacme siamensis (Miq.) Kurz (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Shorea siamensis Miq.) จัดอยู่ในวงศ์ยางนา (DIPTEROCARPACEAE)[1]
มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ลักป้าว (เชียงใหม่), เรียง เรียงพนม (สุรินทร์), เปา เปาดอกแดง (ภาคเหนือ), ฮัง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), รัง (ภาคกลาง), ไม้เปา (คนเมือง, ม้ง), แลบอง เป็นต้น
หมายเหตุ : ต้นรังที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นพันธุ์ไม้คนละชนิดกับต้นสาละ (Shorea robusta Gaertn.) และต้นเต็ง (Shorea obtusa Wall. ex Blume)
ลักษณะของต้นรัง
• ต้นรัง จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง กิ่งก้านมักคดงอ เรือนยอดเป็นพุ่มโปร่ง ต้นมีความสูงได้ประมาณ 10-25 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลอมเทา มีความแข็งและหนามาก แตกเป็นร่องลึกตามยาวของลำต้นคล้ายรอยไถ เปลือกต้นด้านในเป็นสีแดงออกน้ำตาล มีน้ำยางสีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด (เด็ดปีกก่อนนำเมล็ดไปเพาะ) มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พม่า ลาว เขมร และเวียดนาม ในประเทศไทยพบต้นรังได้มากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพบขึ้นอยู่ในภาคอื่น ๆ ด้วย ยกเว้นในภาคใต้ โดยมักขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าเต็งรังผสมก่อและสน ตามเขาหินปูน ตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงที่ความสูงประมาณ 1,300 เมตร

• ใบรัง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กว้างถึงรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลมหรือมน โคนใบเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเรียบ ขอบเป็นคลื่นขึ้นลง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 10-12.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-18 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบเกลี้ยง เนื้อใบบางคล้ายกระดาษถึงหนาคล้ายแผ่นหนัง แผ่นใบด้านล่างมีขนขึ้นประปราย เส้นแขนงใบมีข้างละ 10-16 เส้น เห็นได้ชัดเจนทางด้านล่าง ก้านใบเกลี้ยงยาวได้ประมาณ 2.5-3.5 มิลลิเมตร มีหูใบรูปไข่แกมรูปเคียว ขนาดกว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5-1.8 เซนติเมตร หลุดร่วงได้ง่าย ใบอ่อนแตกใหม่เป็นสีน้ำตาลแดง
• ดอกรัง ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร โดยจะออกตามซอกใบเหนือรอยแผลใบหรือออกที่ปลายกิ่ง ดอกมักจะออกก่อนแตกใบอ่อน ดอกตูมมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปรีขนาดใหญ่ มีขนาดกว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ดอกย่อยเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ มีกลุ่มละ 5-20 ดอก มี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายบิดเป็นเกลียวคล้ายกังหัน ปลายกลีบโค้งไปด้านหลัง โคนกลีบเชื่อมกัน มีกลิ่นหอม ดอกหลุดร่วงได้ง่าย ส่วนกลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอกกว้าง มีอยู่ 5 กลีบ ขนาดกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 4-6 มิลลิเมตร ปลายกลีบเลี้ยงเรียวแหลม โคนเชื่อมติดกัน ผิวด้านนอกมีขน กลีบดอกเป็นไข่หรือรูปรีกว้าง ปลายกลีบแหลม กลีบดอกมีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผิวด้านนอกเกลี้ยงหรือมีขนขึ้นประปราย ด้านดอกย่อยมีผิวเกลี้ยง ยาวได้ประมาณ 0.7 เซนติเมตร เป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ มีเกสรเพศผู้ 15 อัน แบ่งเป็นชั้นใน 5 อัน และชั้นนอก 10 …

Read Post →

สมุนไพรโทะ

สมุนไพรโทะ

, , No Comment

สมุนไพรโทะ

สมุนไพรโทะ

สมุนไพรโทะ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า พรวดกินลูก (ปราจีนบุรี), ซวด (จันทบุรี), ง้าย ชวด พรวด (ตราด), พรวดใหญ่ (ชลบุรี), พรวดผี (ระยอง), โท๊ะ (สงขลา), กาทุ (ชุมพร), ทุ โทะ (ภาคใต้), กามูติง กามูติงกายู มูติง (มลายู), ปุ้ย (เขมร) เป็นต้น

โทะ ชื่อสามัญ Downy myrtle, Hill gooseberry, Rose myrtle Downy rose myrtle, Hill guava, Isenbery bush, Ceylon hill cherry
โทะ ชื่อวิทยาศาสตร์ Rhodomyrtus tomentosa (Aiton) Hassk. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cynomyrtus tomentosa (Aiton) Scriv., Myrtus canescens Lour., Myrtus tomentosa Aiton, Rhodomyrtus tomentosa var. tomentosa) จัดอยู่ในวงศ์ชมพู่ (MYRTACEAE)
โทะ แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ Rhodomyrtus tomentosa (Aiton) Hassk. (Rhodomyrtus tomentosa var. tomentosa) เป็นพันธุ์ที่พบได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางจีนตอนใต้ ใบมีผงรังแคสีขาวขึ้นปกคลุม และโทะพันธุ์ Rhodomyrtus tomentosa var. parviflora (Alston) A.J.Scott (Rhodomyrtus parviflora Alston) ใบมีผงรังแคสีครีมหรือสีเหลืองขึ้นปกคลุม พบได้ในอินเดียและศรีลังกา
ลักษณะของต้นโทะ
ต้นโทะ หรือ ต้นพรวด จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ต้น มีความสูงได้ประมาณ 1-4 เมตร ทรงพุ่มมีลักษณะกลม เปลือกต้นลอกเป็นแผ่นบาง ๆ ตามกิ่งอ่อน ยอดอ่อน แผ่นใบด้านล่าง ก้านใบ ช่อดอก ก้านดอก กลีบดอกด้านนอก กลีบเลี้ยงดอก และผลมีขนสั้นหนานุ่มสีเทาขึ้นปกคลุม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน ภูมิภาคอินโดจีน และมาเลเซีย ไปจนถึงฟิลิปปินส์และในหมู่เกาะโมลุกกะและเซลีเบส ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และทางภาคใต้ โดยมักขึ้นตามบริเวณดินทราย ตามป่าโปร่ง ตายชายฝั่งทะเล ป่าชายหาด ชายป่าพรุ และป่าดิบเขา ตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับความสูงประมาณ 1,300 เมตร แต่จะพบในระดับต่ำ ๆ
ใบโทะ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปรีถึงรูปขอบขนาน ปลายใบมน ทู่ แหลม หรือเป็นติ่งแหลมอ่อน ๆ โคนใบสอบหรือเป็นรูปลิ่มกว้าง ส่วนขอบใบเรียบม้วนลงเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ส่วนด้านล่างมีขนสีขาวเป็นปุย มีเส้นใบ 3 เส้น จากโคนจรดปลายใบ เส้นแขนงใบมีข้างละ 1 เส้น ออกจากโคน เรียงโค้งจรดกันเป็นเส้นขอบใบ ก้านใบยาวได้ประมาณ 0.5 เซนติเมตร
ดอกโทะ ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อกระจุกซ้อน (แต่ส่วนมากจะออกเดี่ยว) โดยจะออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ก้าน ช่อยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ส่วนก้านดอกยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร กลีบดอกเป็นสีม่วงแกมชมพู หรือสีชมพูอมขาว ดอกแก่เป็นสีขาว มี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับเกือบกลม ยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 3-4 …

Read Post →

สมุนไพรปอผี

สมุนไพรปอผี

, , No Comment

สมุนไพรปอผี

สมุนไพรปอผี

สมุนไพรปอผี  ชื่อวิทยาศาสตร์ Hydrolea zeylanica (L.) Vahl (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Nama zeylanica L.)[2] จัดอยู่ในวงศ์ HYDROLEACEAE

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักกะเดียง (อุบลราชธานี), บีปลาไหล ไส้เอี่ยน บีเอี่ยน (สกลนคร), ปอผี (บุรีรัมย์), ผักกระเดียง, ดีปลาไหล, สะเดาดิน เป็นต้น

ลักษณะของปอผี
ต้นปอผี หรือ ผักกะเดียง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน แตกแขนงมาก ชูยอดตั้งขึ้น สูงได้ประมาณ 10-100 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะกลมและแข็ง มีรากออกตามข้อ ลำต้นเรียบหรือมีขนนุ่ม ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดียถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในเขตร้อนของทวีปออสเตรเลีย ชอบขึ้นบริเวณที่ชื้นแฉะ บนดินชื้นและมีน้ำขัง ตามนาข้าว หนองน้ำ ริมหนองน้ำ หรือขึ้นแผ่คลุมผิวน้ำ สามารถพบได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลไปจนถึงที่ความสูงประมาณ 1,000 เมตร

ใบปอผี ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเวียน ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอกถึงรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.5-5 เซนติเมตร ไม่มีหูใบ
ดอกปอผี ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะแยกแขนงหรือออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบและที่ปลายยอด ช่อดอกยาวได้ถึง 5 เซนติเมตร มีดอกย่อยสมบูรณ์เพศจำนวนมาก ดอกย่อยนั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 1-3 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว ลักษณะเป็นรูปหอก มีขนนุ่ม วงกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ปลายกลีบแหลมด้านนอกมีขนขึ้นปกคลุม ขนาดประมาณ 4.5-8 มิลลิเมตร เรียงสลับกับกลีบดอก ส่วนกลีบดอกนั้นมีลักษณะเป็นรูปไข่ มี 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีน้ำเงินอมม่วงหรือสีม่วงอมเขียว กลางดอกเป็นสีขาว ขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน เรียงสลับกับกลีบดอก ก้านชูเกสรเพศเมียมี 2 อัน อับเรณูเป็นสีแดงเข้ม ออกดอกในช่วงประมาณเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

ผลปอผี ผลเป็นผลแห้งและแตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงรี มีขนาดกว้างประมาณ 2.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ห่อด้วยกลีบรองดอก มีกลีบเลี้ยงติดคงทน ภายในมีเมล็ดสีดำจำนวนมาก ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน มีขนาดประมาณ 0.3-0.4 มิลลิเมตร จะติดผลในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

สรรพคุณของปอผี
ยาพื้นบ้านอีสานจะใช้ทั้งต้นปอผี นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ตาฟาง (ทั้งต้น)
ตำรายาไทยจะใช้ต้นปอผีเป็นยาบำรุงหัวใจ ตับ แก้ไข้มาลาเรีย และแก้เบาหวาน โดยการใช้ต้มสด 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำดื่ม แต่สำหรับสตรีที่คลอดบุตรใหม่ ไม่ควรรับประทาน เพราะจะทำให้น้ำนมขม (ต้น)
ในประเทศกัมพูชาจะใช้ใบปอผีเป็นยารักษาอาการเกี่ยวกับลำไส้ผิดปกติ และใช้เป็นยาสมานแผล ฆ่าเชื้อ (ใบ)
ในประเทศอินเดียจะใช้ปอผีเป็นยาพอกสำหรับฆ่าเชื้อและสมานแผลพุพอง แผลอักเสบ (ใบ)
ประโยชน์ของปอผี
ยอดอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสดหรือลวก ต้ม รับประทานกับน้ำพริก โดยจะมีรสขมอ่อน ๆ (สตรีคลอดบุตรใหม่ ไม่ควรรับประทาน เพราะจะทำให้น้ำนมขม)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

ต้นพริกนายพราน

ต้นพริกนายพราน

, , No Comment

ต้นพริกนายพราน

ต้นพริกนายพราน

ต้นพริกนายพราน   ชื่อวิทยาศาสตร์ Tabernaemontana bufalina Lour. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Ervatamia bufalina (Lour.) Pichon, Ervatamia celastroides Kerr, Ervatamia luensis (Pierre ex Pit.) Pierre ex Kerr) จัดอยู่ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยระย่อม (RAUVOLFIOIDEAE)

สมุนไพรพริกนายพราน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เข็มดง พุดป่า (เลย), ช้าฮ่อม (ตาก), พริกผี (ยโสธร), พุดน้อย พุดป่า พุทธรักษา (อุบลราชธานี), มะลิฝรั่ง (กรุงเทพมหานคร), เข็มดง พริกป่า พริกป่าใหญ่ พริกป่าเล็ก (ชลบุรี), พริกพราน (ประจวบคีรีขันธ์) เป็นต้น

ลักษณะของพริกนายพราน
ต้นพริกนายพราน จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเกลี้ยง มีความสูงได้ประมาณ 1-4 เมตร กิ่งมีช่องอากาศ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนในประเทศไทยพบได้ทุกภาค ยกเว้นทางภาคใต้ โดยมักขึ้นตามป่าดงดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และตามป่าละเมาะทั่วไป จนถึงระดับความสูง 400 เมตร

ใบพริกนายพราน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน รูปรี หรือรูปรีแคบแกมรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลมหรือแหลมยาวคล้ายหาง โคนใบเป็นรูปลิ่ม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร เนื้อใบบาง ผิวใบเกลี้ยง ก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 0.3-0.7 เซนติเมตร

ดอกพริกนายพราน ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุกตามซอกใบหรือปลายยอด มีดอกย่อย 3-25 ดอก ก้านช่อดอกยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ดอกเป็นสีขาวแกมเหลืองอ่อน ลักษณะของดอกเป็นรูปดอกเข็ม กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ เป็นสีเขียวอ่อน ยาวเกือบ 2 มิลลิเมตร ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือรูปไข่ปลายแหลมยาว เรียงซ้อนกัน บางครั้งขอบมีขนอุย ส่วนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 1.2-1.7 เซนติเมตร ส่วนปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ยาวประมาณ 7-9 มิลลิเมตร ลักษณะเป็นรูปไข่ ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรสั้น อับเรณูเป็นรูปขอบขนาน ปลายเป็นติ่งแหลม ท่อเกสรเพศเมียมีลักษณะเรียวยาวประมาณ 7 มิลลิเมตร ปลายเกสรแยกออกเป็น 2 แฉก รังไข่มี 2 ช่อง แยกจากกัน ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร

ผลพริกนายพราน ออกผลเป็นฝักคู่ ลักษณะโค้ง รูปรีปลายเรียวแหลม คอดเว้าเป็นพูตื้น ๆ มีขนาดกว้างประมาณ 0.7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.9-1 เซนติเมตร ผลย่อยแตกเป็นแนวเดียว ผิวผลเป็นมันสีเขียว ภายในมีเมล็ดประมาณ 6-8 เมล็ด เมล็ดแก่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงสด
ผลพริกนายพราน

สรรพคุณของพริกนายพราน
ตำรายาไทย ระบุว่า ทั้งต้นมีรสเย็น มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ แก้ร้อนใน ช่วยดับพิษร้อน ส่วนรากมีรสสุขุม ใช้เป็นยาแก้โรคลม ปรุงเป็นยาแก้โลหิตเป็นพิษเนื่องจากชอกช้ำ และช่วยแก้ช้ำใน (ราก, ทั้งต้น)
ยาพื้นบ้านมุกดาหาร จะใช้รากพริกนายพรานเป็นยาแก้ไข้ (ราก)
ยาพื้นบ้านภาคกลาง จะใช้รากพริกนายพรานผสมกับรากต่อไส้และรากหนามพุงดอ ฝนกับเหล้าดื่มเป็นยาแก้ปวดท้อง (ราก)
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี จะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องเสีย และช่วยสมานแผล (ราก)
ยาพื้นบ้านทางภาคอีสาน จะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ แก้เจ็บคอ แก้ตกขาวของสตรี นำมาฝนกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอเป็นเลือด หรือตำให้ละเอียด ใช้เป็นยาทาแก้ฝี (ราก)

 

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรพวงตุ้งหู

สมุนไพรพวงตุ้งหู

, , No Comment

สมุนไพรพวงตุ้งหู พวงตุ้มหู ชื่อวิทยาศาสตร์ Ardisia pilosa H.R.Fletcher จัดอยู่ในวงศ์ PRIMULACEAE (MYRSINACEAE)

สมุนไพรพวงตุ้งหู

สมุนไพรพวงตุ้มหู มีชื่อเรียกอื่นว่า เข้าพรรษา (น่าน), ตุ้มไก่ (เลย), พวงตุ้ม พวงตุ้มหู (นครราชสีมา) ตีนเป็ดเป็นต้น

ลักษณะของพวงตุ้มหู
ต้นพวงตุ้มหู จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 0.5-1.5 เมตร เปลือกต้นและก้านใบเป็นสีแดง ผิวเรียบ แตกกิ่งก้านน้อยช่วงปลายยอด ชอบขึ้นในที่ร่ม พบได้ตามป่าเบญจพรรณ และป่าชื้นทั่วไป

ใบพวงตุ้มหู ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรี ปลายใบกลมมน โคนใบสอบหรือมน ส่วนขอบใบหยักตื้น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.5-7 เซนติเมตร ลักษณะของใบค่อนข้างอวบน้ำ หลังใบและท้องใบเรียบ ผิวใบด้านบนมีจุดตามแผ่น ก้านใบมีขน ยาวได้ประมาณ 3-10 มิลลิเมตร

ดอกพวงตุ้มหู ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อละหลายดอก ก้านดอกยาวเกือบเท่ากัน ลักษณะคล้ายซี่รุ่มแต่หัวห้อยลง กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปไข่ สีชมพูอมม่วง มี 4-5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน กลีบซ้อนกันและมักจะบิดเวียน ส่วนกลีบรองกลีบดอกเป็นรูปไข่กว้าง มี 4-5 กลีบ เมื่อดอกบานจะมีขนาดกว้างประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร เกสรเพศผู้ก้านเกสรสั้น เรียงชิดติดกันมี 5 อัน รังไข่กลม ส่วนปลายเป็นท่อยาว จะออกดอกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน
รูปพวงตุ้มหู

ผลพวงตุ้มหู ผลมีลักษณะกลม ผิวผลมัน มีจุดประปราย ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.5-0.7 เซนติเมตร

สรรพคุณของพวงตุ้มหู
ตำรายาไทยจะใช้รากพวงตุ้มหูเป็นยาแก้ไข้ และใช้ใบเป็นยาแก้ไอ
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพวงตุ้มหู
ใบและกิ่งพวงตุ้มหู พบสาร catechin, gallic acid, quercetin, protocatechuic acid, p-coumarinic acid
ใบและกิ่งพวงตุ้มหูมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และลดปริมาณการสร้างสารอนุมูลอิสระไนตริกออกไซด์ในหลอดทดลอง
ประโยชน์ของพวงตุ้มหู
ผลใช้เป็นอาหารของสัตว์ป่าและนก
ลำต้นใช้ทำเครื่องจักสาน
ต้นพวงตุ้มหู สามารถนำมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

ติ้วขาวสรรพคุณหลากหลายประการ

ติ้วขาวสรรพคุณหลากหลายประการ

, , No Comment

ติ้วขาวสรรพคุณหลากหลายประการ

ติ้วขาวสรรพคุณหลากหลายประการ

ติ้วขาวสรรพคุณหลากหลายประการ

ติ้วขาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Cratoxylum formosum (Jacq.) Benth. & Hook.f. ex Dyer (Cratoxylum formosum subsp. formosum) ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์ติ้ว (HYPERICACEAE)

สมุนไพรติ้วขาว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า แต้วหิน (ลำปาง), ผักเตา เตา (เลย), ติ้วส้ม (นครราชสีมา), กวยโชง (กาญจนบุรี), ตาว (สตูล), ติ้วแดง ติ้วยาง ติ้วเลือด ติ้วเหลือง (ภาคเหนือ), ติ้วเหลือง (ภาคกลาง), แต้ว (ภาคใต้), ผักติ้ว เป็นต้น

หมายเหตุ : ต้นติ้วขาว (ผักติ้ว) ชนิดที่กล่าวถึงในบทความนี้ (สามารถรับประทานได้) เป็นพรรณไม้คนละชนิดกันกับต้นติ้วขน หรือ ติ้วหนาม (ไม่สามารถรับประทานเป็นผักได้) ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cratoxylum formosum subsp. pruniflorum (Kurz) Gogelein อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ติ้วขน

ลักษณะของติ้วขาว
ต้นติ้วขาว จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง มีความสูงของต้นเฉลี่ยประมาณ 3-12 เมตร และอาจสูงได้ถึง 35 เมตร เรือนยอดเป็นทรงพุ่มกลม โคนต้นมีหนาม กิ่งก้านเรียว ส่วนกิ่งอ่อนมีขนนุ่มอยู่ทั่วไป เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลแดง แตกล่อนเป็นสะเก็ด ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีน้ำตาลแกมเหลือง ลำต้นมีน้ำยางสีเหลืองปนแดงซึมออกมาเมื่อถูกตัดหรือเกิดแผล ขยายพันธุ์วิธีการใช้เมล็ด เป็นต้นไม้ที่ทนแล้งได้ดี พบได้ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางภาคใต้ตอนเหนือ โดยจะขึ้นตามป่าดิบแล้ง ป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง ป่าตามเชิงเขา และตามป่าเบญจพรรณ
ต้นติ้วขาว

ต้นผักติ้ว

ใบติ้วขาว ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปวงรีแกมรูปไข่กลับ หรือเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบสอบเรียบ ส่วนขอบใบโค้งเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-4.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-13 เซนติเมตร ผิวใบทั้งสองด้านมีขนละเอียด ใบเมื่ออ่อนจะเป็นสีชมพูอ่อนถึงสีแดง เรียบและเป็นมันวาว โดยในช่วงฤดูหนาวจะเห็นเรือนพุ่มทั้งหมดเป็นสีชมพูอ่อน ใบแก่เป็นสีเขียวสด เรียบ เกลี้ยง หลังใบบนเป็นมัน ส่วนท้องใบมีต่อมกระจายอยู่ทั่วไป ใบแก่เป็นสีแดงหรือสีแสด มีเส้นข้างใบประมาณ 7-10 คู่ โดยจะโค้งจรดกันใกล้ขอบใบ และมีก้านใบยาวประมาณ 0.6-1.6 เซนติเมตร
ใบติ้วขาว

ดอกติ้วขาว ออกดอกเป็นช่อแบบกระจุกตามกิ่งเหนือรอยแผลของใบ กลีบดอกเป็นสีขาวอมสีชมพูอ่อนถึงสีแดง กลีบดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกตามซากใบ หลุดร่วงได้ง่าย ดอกมีอยู่ 5 กลีบ เมื่อดอกบานจะขยายออกประมาณ 1.2 เซนติเมตร ก้านดอกเรียวเล็กและมีกาบเล็ก ๆ ที่ฐานกลีบด้านใน ดอกมีเกสรตัวผู้สีเหลือง สั้น ๆ อยู่จำนวนมาก ก้านเกสรเชื่อมติดกันเป็นกลุ่ม 3 กลุ่ม ส่วนเกสรตัวเมีย ก้านเกสรเป็นสีเขียวอ่อนมี 3 อัน และมีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอ่อนปนสีแดง โดยจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม
ดอกติ้วขาว

ผลติ้วขาว ผลเป็นแบบแห้งและแตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปไข่แกมรูปกระสวย ผิวผลมีนวลสีขาว ผลเมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลดำ ลักษณะของผลเป็นแบบแคปซูล ปลายแหลม ผิวเรียบและแข็ง มีขนาดกว้างประมาณ 0.4-0.6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.3-1.8 เซนติเมตร และจะแตกออกเป็น 3 แฉกเมื่อแก่ ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาล ส่วนที่ฐานดอกมีกลีบเลี้ยงยังคงอยู่
ผลติ้วขาว

สรรพคุณของติ้วขาว
ช่วยบำรุงโลหิต ฟอกโลหิต (ยอด, ใบอ่อน, ดอก, เถา)
เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำกินแก้ธาตุพิการ (เปลือกต้น)
ช่วยแก้ประดง (ยอด, ใบอ่อน, ดอก, เถา)
ผักติ้วเป็นผักที่มีวิตามินเอสูง จึงมีสรรพคุณช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเป็นตาบอดกลางคืน และโรคตาไก่
ช่วยขับลม (ยอด, ใบอ่อน, ดอก, เถา)…

Read Post →