สมุนไพรก้างปลาเครือ

, , Leave a comment

สมุนไพรก้างปลาเครือ

สมุนไพรก้างปลาเครือ

สมุนไพรก้างปลาเครือ ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus reticulatus Poir. ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์มะขามป้อม (PHYLLANTHACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ก้างปลาขาว (เชียงใหม่, อ่างทอง), หมัดคำ (แพร่), อำอ้าย (นครราชสีมา), หมาเยี่ยว (นครปฐม), ข่าคล่อง (สุพรรณบุรี), กระออง (ประจวบคีรีขันธ์), ก้างปลาแดง (สุราษฎร์ธานี), ขี้เฮียด ก้างปลาเครือ (ทั่วไป), ต่าคะโค่คึย สะแบรที (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เกล็ดปลาน้อยเป็นต้น

ลักษณะของก้างปลาเครือ
ต้นก้างปลาเครือ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งเถาหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงได้ถึง 4 เมตร มีขนเล็กน้อย กิ่งมีขนาดเล็กชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี และมีแสงแดดปานกลาง พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตามป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าผสม

ใบก้างปลาเครือ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบมนหรือหยักเว้าเล็กน้อย โคนใบมนหรือสอบ ส่วนขอบใบเกลี้ยง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.7-3.5 เซนติเมตร เส้นใบมี 5-9 คู่ หูใบเป็นรูปใบหอก ปลายเรียวแหลม โคนตัด เนื้อบางแห้ง ยาวประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ก้านใบยาวประมาณ 1.5-3 มิลลิเมตร

ดอกก้างปลาเครือ ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ ตามง่ามใบ ช่อละ 1-3 ดอก โดยจะออกตามใบ ห้อยลงใต้ใบ มีลักษณะเล็กเป็นทรงกลมรี ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอมแดง ขนาดกว้างประมาณ 0.75-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.7-3 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกไม่มี มีเกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรเพศผู้แยกหรือติดกัน จานฐานดอกมี 5-6 พู ส่วนดอกเพศเมียจะคล้ายกับดอกเพศผู้ แต่มีรังไข่ 8-10 ช่อง มีออวุล 2 หน่วยต่อหนึ่งช่อง ก้านเกสรเพศเมียมีขนาดสั้นมาก ส่วนมากจะแยกออกเป็น 2 แฉก

ผลก้างปลาเครือ ผลมีลักษณะเป็นรูปกลมแป้นฉ่ำน้ำ สีแดง เมื่อสุกเป็นสีดำกลมโต มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-6 มิลลิเมตร ภายในมีเมล็ดประมาณ 8-16 เมล็ด หน้าตัดของเมล็ดเป็นรูป 3 เหลี่ยมด้านไม่เท่ากัน

สรรพคุณของก้างปลาเครือ
รากใช้เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการใช้ราก 120 กรัม นำมาทุบให้แหลกต้มกับน้ำ ใช้ดื่มเช้าและเย็น (ราก)
รากก้างปลาเครือ มีสรรพคุณเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้ ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ขับพิษไข้หัวทุกชนิด แก้ไข้หวัด ไข้รากสาด ช่วยลดความร้อนในร่างกาย (ราก) บ้างใช้ใบนำไปต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ (ใบ)

น้ำต้มจากรากใช้รับประทานเป็นยาแก้หอบหืด (ราก)
ผลมีรสฝาดเฝื่อน ใช้รับประทานเป็นยาฝาดสมานในระบบทางเดินอาหาร และแก้อาการอักเสบต่าง ๆ (ผล)
ต้นนำมาต้มเอาน้ำรับประทานเป็นยาแก้บิด แก้ท้องเสีย (ต้น, เปลือก)
น้ำต้มจากต้นหรือใบใช้รับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ (ต้น, ใบ)
น้ำต้มจากต้นใช้รับประทานเป็นยาแก้น้ำเหลือง ฟอกโลหิต (ต้น, เปลือก)
รากใช้เป็นยาขับพิษ ใช้ฝนทาแก้เริม งูสวัด ไฟลามทุ่ง ขยุ้มตีนหมา แก้ซางข้าวเปลือก แก้ฝีแดง และฝีทั้งปวง (ราก)
ใบก้างปลาเครือ มีรสฝาดเฝื่อน ใช้เป็นยาสมานแผล ใช้ตำให้ละเอียดพอกฝีทำให้เย็นและถอนพิษฝี (ใบ)
ใบนำมาบดให้เป็นผงใช้ใส่แผล หรือปั้นเป็นลูกกลอนผสมกับการบูร และ cubeb (สารที่สกัดจากตะไคร้ต้น) ใช้อมให้ละลายช้า ๆ แก้เลือดออกตามไรฟัน (ใบ)
ใบนำไปต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย (ใบ)
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของก้างปลาเครือ
สารสำคัญที่พบ ได้แก่ betulin, friedelan, friedelin, taraxerone เป็นต้น
ก้างปลาเครือ เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ ต้านเชื้อรา ต้านยีสต์ ลดระดับน้ำตาลในเลือด
จากการทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดที่อยู่เหนือดินของต้นก้างปลาเครือ เข้าช่องท้องของหนูถีบจักรทดลอง พบว่าในขนาดที่ทำให้สัตว์ตายครึ่งหนึ่งคือ 800 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
เมื่อปี ค.ศ.2007 ประเทศอินเดีย (Kumas S และคณะ) ได้ทำการทดลองใช้รากก้างปลาเครือในขนาด 500 และ 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เป็นเบาหวานโดยใช้สาร alloxan ผลการทดลองพบว่า ขนาดยาที่เหมาะสมคือ 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ที่ทำให้หนูมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และจากการทดลองยังพบสาร terpenoid glycoside, protein, carbohydrate, alkaloid, steroid อีกด้วย
ประโยชน์ของก้างปลาเครือ
ยอดอ่อนนำไปใช้ประกอบอาหารประเภทแกง เช่น แกงแค แกงคั่ว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

 

Leave a Reply