Recent Posts

ดูบอลออนไลน์มือถือฟรี

ศูนย์รวมลิ้งดูบอลสด ดูบอลโลก 2019

, , No Comment

ดูบอลออนไลน์มือถือฟรี

ดูบอลออนไลน์มือถือฟรี ศูนย์รวมลิ้งดูบอลสด ดูบอลโลก 2019 รัสเซีย ดูฟรี

ดูบอลออนไลน์มือถือฟรี ดูบอลออนไลน์ ดูบอลถ่ายทอดสดช่อง7 ดีที่สุดในไทย อัพเดทลิ้งเร็วสุด มือถือก็ดูได้ เพียงคลิ๊กบนตารางบอลวันนี้ facebook youtube และอื่นๆ ดูบอลถ่ายทอดสดบุรีรัมย์
ดูบอลออนไลน์ ดูบอลสด ดูบอลถ่ายทอดสดลิเวอร์พูล ดูบอลผ่านเน็ตฟรีๆ ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพียงแค่คลิ๊กที่ชื่อทีมที่ท่านต้องการรับชม ลิ้งค์ดูบอลก็จะโชว์ขึ้นมา แล้วให้ท่านเลือกรับชมตามลิ้งค์ต่างๆ ที่แสดงได้เลย ดูบอลถ่ายทอดสดวันนี้

Read Post →

สรรพคุณชงโค

สรรพคุณชงโค ประโยชน์ดีต่อสุขภาพ เป็นไม้ประดับก็สวย

, , No Comment

สรรพคุณชงโค ไม้ดอกอย่างชงโคไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

สรรพคุณชงโค แต่สรรพคุณทางยาและประโยชน์ต่อสุขภาพก็ไม่น้อย มาดูสรรพคุณของชงโคกันเลย

ของบางอย่างสวยแต่รูป จูบไม่หอม แต่ไม่ใช่กับชงโคแน่ ๆ ค่ะ เพราะนอกจากชงโคจะเป็นไม้ประดับหน้าตาดีแล้ว ประโยชน์ทางสุขภาพของชงโคก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะสรรพคุณทางยาของชงโค เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักชงโคกันดีกว่า

ชงโค ไม้ประดับเสริมสิริมงคล

ชงโคมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย พม่า ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยชงโคยังเป็นต้นไม้มงคลตามความเชื่อของชาวฮินดู โดยเชื่อว่าชงโคเป็นต้นไม้ของสวรรค์ขึ้นอยู่ในเทวโลก อีกทั้งชงโคยังเป็นต้นไม้ของพระลักษมี พระชายาของพระนารายณ์ จึงจัดว่าชงโคเป็นไม้มงคลที่ควรปลูกเอาไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

มีการสันนิษฐานว่า ชงโคเข้ามาในไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะชงโคมีชื่อปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทย ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ พ.ศ. 2416 ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับชงโคไว้ว่า “ชงโคเป็นชื่อต้นไม้อย่างหนึ่งเหมือนอย่างต้นกาหลง แต่สีมันแดง”

ชงโค ชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพันธุศาสตร์

ชงโคมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinia Purpurea Linn. อยู่ในวงศ์ Leguminosae เช่นเดียวกับกาหลง ทำให้มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่คล้ายกัน และนอกจากชื่อชงโคแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น เสี้ยวหวาน เสี้ยวดอกแดง หรือชงโคในภาษาอังกฤษว่า Orchid Tree

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของชงโคเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ความสูงของต้นประมาณ 5-10 เมตร กิ่งอ่อนมีขนปกคลุม ผลัดใบช่วงสั้น ๆ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับ รูปร่างใบมนเกือบกลม ปลายของใบเว้าลึกมาก คล้ายรูปหัวใจ ใบกว้าง 8-16 เซนติเมตร ยาว 10-14 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ

ดอกชงโคมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โดยดอกจะออกช่อตามปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 6-10 ดอก แต่ละดอกมีกลีบ 5 กลีบ ดอกมีสีชมพูถึงม่วงอมแดง ลักษณะดอกคล้ายดอกกล้วยไม้ ตรงกลางของดอกจะมีเกสรตัวผู้เป็นเส้นยาว 5 เส้น และมีเกสรตัวเมียอยู่ตรงกลาง 1 เส้น ยาวเด่นกว่าเกสรตัวผู้

ชงโค สรรพคุณโอ้โห…ดีงาม

ตามตำราแพทย์แผนไทย ชงโคมีสรรพคุณด้านสมุนไพร ดังนี้

1. แก้ไอ

ใบชงโคสามารถนำไปต้มแล้วจิบเป็นชาแก้อาการไอได้

2. ยาระบาย

ตำรับยาแผนไทยใช้รากชงโคล้างสะอาด ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก ถ่ายยาก และยังมีฤทธิ์ช่วยขับลมในร่างกายอีกด้วย

3. รักษาแผล ฝี

ใบชงโคล้างสะอาดตำให้แหลกแล้วนำมาพอกฝี รักษาแผลได้ แต่ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสติดเชื้อที่แผล แนะนำว่าอย่าโปะใบชงโคลงไปบนแผลโดยตรงจะดีกว่า

4. แก้ท้องเสีย แก้บิด

เปลือกต้นชงโคมีสรรพคุณช่วยแก้ท้องเสีย แก้ปวดบิด

5. แก้พิษร้อน แก้ไข้

ดอกชงโคไม่ได้งามตาเท่านั้น แต่ยังมีสรรพคุณแก้พิษร้อนจากเลือดและน้ำดี แก้ไข้

นอกจากนี้ชงโคยังมีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ได้ด้วยนะคะ บอกแล้วว่าชงโคเป็นต้นไม้ที่มีสรรพคุณทางยาไม่น้อยหน้าดอกไหน ๆ เลยล่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สรรพคุณอำพันทอง

สรรพคุณอำพันทอง หรือขี้วาฬ อ้วกวาฬ ตัวยาบำรุงหัวใจ มีค่ามากยิ่งกว่าทอง !

, , No Comment

สรรพคุณอำพันทอง หรืออ้วกวาฬ หรือขี้ปลาวาฬ

สรรพคุณอำพันทอง วัตถุดิบมูลค่ามหาศาลทั้งยังมีสรรพคุณที่ไม่ธรรมดาเลยสักนิด แถมยังเป็นของหายาก ราคาจึงยิ่งสูงขึ้นไปอีก !

ขึ้นชื่อว่าเป็นขี้ อ้วก หรือดี ที่ถูกขับออกมาจากร่างกาย ย่อมเป็นของที่ไม่มีประโยชน์จนร่างกายไม่ต้องการถูกไหมคะ แต่ไม่ใช่กับมูลปลาวาฬ หรืออำพันทะเล ที่มีไว้เรียกของเสียอย่างหนึ่งที่ถูกขับออกมาจากตัวปลาวาฬ ซึ่งแม้จะเป็นของเสียที่ร่างกายปลาวาฬไม่ต้องการ แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เสาะหาสิ่งนี้มาก เพราะอำพันทะเลหรือขี้ปลาวาฬสรรพคุณไม่ธรรมดา ทั้งเป็นหัวน้ำหอม และในตำรับยาก็ใช้บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ

อำพันทอง คืออะไร

อำพันทอง มีชื่อเรียกอีกหลาย ๆ ชื่อ ทั้งอำพันทะเล มูลปลาวาฬ ขี้วาฬ อ้วกวาฬ ส่วนในภาษาอังกฤษ อำพันทะเลจะเรียกว่า Ambergris อำพันทองคือขี้หรืออ้วกของปลาวาฬหัวทุย (ขึ้นอยู่กับว่าปลาวาฬจะขับออกมาทางไหน) ซึ่งปลาวาฬชนิดนี้ชอบกินปลาหมึกเป็นพิเศษ ทว่าร่างกายของปลาวาฬไม่สามารถย่อยไขมันจากปลาหมึกได้ ทำให้ไขมันจากปลาหมึกสะสมอยู่ในลำไส้ จนร่างกายของปลาวาฬขับถ่ายไขมันส่วนนี้ออกมาพร้อมอุจจาระ หรือสำรอกไขมันเหล่านี้ออกมาเป็นอ้วก ส่วนที่ย่อยสลายได้อย่างอุจจาระหรือสารอื่น ๆ ก็จะสลายไปกับทะเล แต่ไขมันจากปลาหมึกที่ย่อยสลายไม่ได้จะลอยตัวอยู่บนผิวน้ำทะเล

ทั้งนี้เมื่อปลาวาฬขับถ่ายหรือสำรอกออกมาแล้ว เริ่มแรกก้อนนี้จะมีกลิ่นเหม็น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนหรือเป็นปี ถูกทั้งน้ำทะเลและแสงแดดทำปฏิกิริยา อ้วกวาฬหรือขี้ปลาวาฬดังกล่าวจะกลายสภาพเป็นก้อนแข็งสีขาว สีน้ำตาล สีเทา หรือสีดำ ตามระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นเหม็นของขี้ปลาวาฬจะกลายเป็นกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นน้ำมันหอมระเหย

อำพันสีทอง สรรพคุณดีอย่างไร

สรรพคุณของอำพันทะเล หรือขี้ปลาวาฬ โดยมากมักจะถูกนำไปสกัดเป็นหัวน้ำหอม หรือเป็นกลิ่นไวน์ และกลิ่นอาหารบางชนิด เพราะไขจากลำไส้วาฬสามารถเก็บกลิ่นไว้ได้นาน โดยนอกจากสรรพคุณในด้านนี้แล้ว อำพันทองยังถูกใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในตำรับยาแผนไทย โดยระบุไว้ว่า อำพันทองมีรสเอียนคาวเล็กน้อย มีสรรพคุณบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย แก้ลมวิงเวียน แก้เสมหะ และบำรุงโลหิต จึงมีการนำอำพันทองมาเป็นส่วนผสมในยาแผนโบราณตำราต่าง ๆ อาทิ ยาหอมอินทจักร์

อำพันทะเล ราคาเท่าไร

เนื่องจากอำพันทะเลเป็นของหายาก ดังนั้นสนนราคาจึงค่อนข้างสูง โดยมีสนนราคากิโลกรัมละหลายพันไปจนถึงหลายหมื่นบาท ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีข่าวชาวประมงในต่างประเทศเจออำพันทะเลขนาดใหญ่หนักเกือบ 100 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าหลายล้านเหรียญเลยทีเดียว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สรรพคุณต้นอังกาบหนู

สรรพคุณต้นอังกาบหนู รักษามะเร็งได้จริงไหม เปิดสรรพคุณอันไม่ธรรมดา

, , No Comment

สรรพคุณต้นอังกาบหนู ไม่ธรรมดา

สรรพคุณต้นอังกาบหนู แต่จะเป็นสมุนไพรเทวดาอย่างที่ชาวบ้านเรียกขานหรือไม่ มาเช็กข้อมูลกัน อังกาบหนู สรรพคุณดียังไง

ต้นอังกาบหนูที่กำลังเลื่องลือถึงสรรพคุณของอังกาบหนูว่าเด็ดดวง ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ โดยมีชาวบ้าน จ.สุโขทัย ลองกินสมุนไพรอังกาบหนูแล้วอาการมะเร็งดีขึ้น (อ่านข่าว พบสมุนไพรรักษามะเร็ง “ต้นอังกาบหนู” คนสุโขทัยกินแล้วหายกว่า 10 ราย วอนรัฐวิจัยด่วน) ทว่างานวิจัยที่แน่ชัดถึงสรรพคุณของอังกาบกับการรักษาโรคมะเร็งยังไม่เคยมีรายงานให้เราได้ทราบกัน แต่วันนี้กระปุกดอทคอมจะพามารู้จักสรรพคุณต้นอังกาบหนู ว่ามีดียังไงบ้าง

อังกาบหนู สมุนไพรตัวจี๊ด

อังกาบหนูมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Barleria prionitis L. เป็นพืชในวงศ์ ACANTHACEAE ภาษาอังกฤษ เรียก Porcupine flower ส่วนในบ้านเรามีชื่อท้องถิ่นเรียกขานกันทั้ง ต้นอังกาบหนู ก้านชั่ง ลืมเฒ่าใหญ่ อังกาบกานพลู ทองระอา มันไก่ เขี้ยวเนื้อ เขี้ยวแก้ว และคันชั่ง

อังกาบหนู ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นอย่างไร

ต้นอังกาบหนูเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-1.5 เมตร ตามโคนต้นจะมีหนามแหลมยาวประมาณครึ่งเซนติเมตร กิ่งก้านของต้นอังกาบหนูจะแตกออกไปรอบ ๆ ต้น ส่วนใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของใบเป็นทรงรี ปลายและโคนใบจะแหลม ส่วนกลางใบจะกว้างประมาณ 0.5-1 นิ้ว ยาว 1.5-2 นิ้ว ขอบใบเรียบ มีสีเขียวอ่อน

ต้นอังกาบมีดอกออกเป็นช่อค่อนข้างแน่น ดอกมีหลายสีทั้งสีเหลืองสด สีฟ้า สีขาว สีม่วงอ่อนแกมชมพู ที่โคนช่อดอกมีใบประดับรูปขอบขนานยาว ขอบใบเว้า ดอกส่วนโคนเชื่อมเป็นหลอด ยาว 3-4 เซนติเมตร ด้านนอกมีขนและมีเกสรผู้ 4 อัน แบ่งเป็นเกสรสั้น 2 เกสรยาว 2 ผลอังกาบหนูเป็นฝักรูปยาวรี ปลายและโคนแหลม ด้านในมีเมล็ดประมาณ 4 เมล็ดซ่อนอยู่

อังกาบหนู สรรพคุณที่ควรรู้จัก

ข้อมูลจากตำรับยาพื้นบ้าน และภูมิปัญญาหมอชาวบ้าน พบว่า สรรพคุณของต้นอังกาบใช้ได้หลายส่วนและบำบัดอาการได้หลายโรค ดังนี้

* ใบอังกาบหนู

– ต้มใบกินแก้ปวดฝี ถอนพิษร้อนอักเสบ
– แก้ไข้ แก้หวัด โดยคั้นน้ำต้มใบอังกาบมากินเป็นยา
– เคี้ยวใบกินแก้ปวดฟัน
– คั้นน้ำใบอังกาบหนูผสมน้ำผึ้งช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
– กินใบสด ๆ แก้ท้องผูก
– น้ำคั้นจากใบใช้หยอดหู แก้อาการหูอักเสบได้
– คั้นใบแก้พิษงู
– น้ำคั้นจากใบใช้รักษาอาการคัน
– น้ำต้มใบแก้ปวดบวม ปวดตามข้อ
– น้ำต้มจากใบช่วยแก้อาหารไม่ย่อย
– น้ำจากใบช่วยฟอกโลหิต

* ดอกต้นอังกาบหนู

– บำรุงธาตุทั้งสี่ โดยนำดอกอังกาบหนูมาตากแห้งแล้วต้มกินเป็นยา
– น้ำต้มจากดอกอังกาบหนูแห้งใช้ดื่มละลายเสมหะ บรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะได้

* รากต้นอังกาบหนู

– รากชนิดดอกสีเหลืองมีฤทธิ์แก้ไข้ ดับพิษร้อนในร่างกาย รากชนิดดอกสีฟ้าม่วงช่วยขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน
– รากแก้พิษตะขาบ พิษงู
– ต้มรากผสมน้ำมะนาวแก้กลากเกลื้อน
– น้ำต้มจากรากแก้อาหารไม่ย่อย โดยอาจผสมน้ำมะนาวช่วยเพิ่มรสชาติและกระตุ้นระบบย่อยอาหารได้
– รากใช้เป็นยารักษาฝี
– คุมกำเนิด โดยสารสกัดจากรากอังกาบหนูมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสเปิร์ม และทำให้การเคลื่อนไหวของสเปิร์มลดลงในหนูทดลอง แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนในคน

นอกจากนี้ยังมีคนนำทั้ง 5 ส่วนของต้นอังกาบหนู ทั้งใบ ราก ดอก เมล็ด เกสร มาต้มเป็นยาแก้ไขข้ออักเสบด้วยนะคะ เนื่องจากพบว่า ต้นอังกาบหนูมีฤทธิ์ต้านอักเสบ ช่วยลดปวดจากการอักเสบ

ต้นอังกาบหนู ประโยชน์ก็มี

ไม่เพียงแต่สรรพคุณทางยาเท่านั้นแต่ต้นอังกาบหนูยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ตามนี้เลย

– น้ำคั้นจากใบใช้ทาแก้ส้นเท้าแตก
– ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับก็สวยงาม และยังสามารถนำใบ ราก ดอก ของต้นอังกาบมาทำยาสมุนไพรได้อีกด้วย

ต้นอังกาบหนู รักษามะเร็งได้จริงไหม

แม้จะมีรายงานว่า พบชาวบ้านจำนวนหนึ่งหายจากโรคมะเร็งด้วยการใช้สมุนไพรต้นอังกาบหนูเป็นประจำ ทว่าก็ยังไม่มีงานวิจัยใดที่สามารถยืนยันสรรพคุณของต้นอังกาบหนูในข้อนี้ได้อย่างชัดเจนนะคะ โดยจากการศึกษาพบว่า สารสกัดต้นอังกาบหนูมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน แต่ยังไม่ได้มีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็งที่เด่นชัด ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ต้นอังกาบหนูเพื่อรักษามะเร็งอย่างเพียว ๆ แต่ควรได้รับการรักษาร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการรักษาโรคมะเร็ง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะใช้สมุนไพรไม่ว่าจะชนิดใดก็ตาม เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจไม่เหมาะสมกับคนแต่ละคน และควรคำนึงถึงปริมาณในการกินด้วย เพราะอาจมีผลกระทบต่อไตได้…

Read Post →

สรรพคุณผักไชยา

สรรพคุณผักไชยา สมุนไพร ใช้แทนผงชูรสได้ สรรพคุณ เป็นอย่างไร

, , No Comment

สรรพคุณผักไชยา ( Chaya ) หรือ คะน้าเม็กซิกัน

สรรพคุณผักไชยา สมุนไพร ต้นผงชูรส ลักษณะของผักไชยา เป็นอย่างไร คุณค่าทางโภชนาการ สรรพคุณของผักไชยา เช่น บำรุงเลือด บำรุงกระดูก โทษของผักไชยา มีอะไรบ้าง

ต้นผักไชยา ( Chaya ) ชื่อวิทยาศาสตร์ของผักไชยา คือ Cnidoscolus chayamansa เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับต้นยางพารา สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของผักไชยา เช่น ชายา มะละกอกินใบ คะน้าเม็กซิกัน ต้นผงชูรส ผักโขมต้น เป็นต้น ลำต้นผักไชยา นำมาตากแห้ง บดให้เป็นผง ใช้แทนผงชูรสได้ดี ใช้ผสมกับอาหาร ช่วยให้มีรสชาติกลมกล่อม ผักไชยา นิยมนำมารับประทานเป็นอาหารโดยใช้ส่วนของยอดอ่อนและใบ เมื่อเด็ดยอดอ่อนแล้วต้องนำมาปอกเปลือกออก ในเมืองไทยนิยมนำมาทำเมนู ผัดไชยาน้ำมันหอย ผักไชยาผัดไข่ ผัดราดหน้า ผัดซีอิ๊ว แกงส้ม ลวกจิ้มกับน้ำพริกก็ได้

ลักษณะของต้นผักไชยา

ต้นผักไชยา หรือ คะน้าเม็กซิกัน สามารถขยายพันธุ์ ได้โดยการตอนกิ่ง ปักชำ และ เพาะเมล็ดพันธ์ คะน้าเม็กซิโก เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่มีความชื้น ระบายน้ำได้ดี ชอบแสงแดด ระยะเวลาปลูก 60 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อนำมารับประทานได้

ต้นคะน้าเม็กซิโก เป็นไม้ยืนต้น ทรงพุ่ม ถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเขตร้อน ประเทศเม็กซิโก พบต้นคะน้าเม็กซิกัน การกระจายพันธุ์อยู่ในกัวเตมาลา และ ทวีปอเมริกากลาง ลักษณะของต้นไชยา มีดังนี้

-ลำต้นไชยา ลักษณะอวบน้ำ ความสูงประมาณ 2 ถึง 6 เมตร เปลือกของลำต้นสีน้ำตาล ลำต้นมีน้ำยางสีขาว
-ใบไชยา ลักษณะใบสีเขียวคล้ายใบมะละกอ ขอบเป็นแฉกๆ ใบหนึ่งมี 3 ถึง 4 แฉก
-ดอกผักไชยา ออกดอกเป็นช่อ ดอกออกบริเวณปลายกิ่ง

ต้นไชยาเป็นไม้พุ่ม ชนิดหนึ่ง ลักษณะใบสีเขียวคล้ายใบมะละกอ เมื่อเด็ดออกมาจะมียางสีขาว ต้นโตง่าย สามารถสูงได้ถึง 6 เมตร รสชาติไม่ขม ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว ได้รับความนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารในประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา และประเทศแถบอเมริกากลาง

คุณค่าทางโภชนาการของผักไชยา

สำหรับคะน้าเม็กซิโกหรือผักไชยา นำยมรับประทานก้านและยอด มีการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของใบผักไชยาขนาด 100 กรัม ขนาด 100 กรัม มีสารอาหารสำคัญประกอด้วย น้ำร้อยละ 85.3 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 4.2 โปรตีนร้อยละ 5.7 ไขมันร้อยละ 0.4 กากใยอาหารร้อยละ 1.9 แคลเซียม 199.4 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 217.2 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 39 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 11.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 164.7 มิลลิกรัม และ วิตามินเอ 0.085 มิลลิกรัม ผักไชยามีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าผักโขมมากถึง 2 เท่า

สรระคุณของผักไชยา

การนำผักไชยามาใช้ประโยชน์ด้านการรักษาโรคและการบำรุงร่างกาย ใช้ประโยชน์จากก้านและใบ โดย สรรพคุณของผักไชยา มีดังนี้

-ช่วยบำรุงร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง
-ช่วยบำรุงเลือด ทำให้เลือดหมุนเวียนดี ช่วยลดคอเลสเตอรอล เพิ่มธาตุเหล็กให้กับเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดการอักเสบในเส้นเลือด ช่วยบรรเทาโรคไขข้ออักเสบ
-บำรุงระบบทางเดินอาหาร ช่วยการย่อยอาหาร ช่วยบรรเทาริดสีดวงทวาร
-บำรุงสายตา ช่วยในการมองเห็น บำรุงสายตา
-บำรุงกระดูก เพิ่มแคลเซียมให้กระดูก รักษาโรคกระดูกพรุน
-บำรุงสมอง ช่วยให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันอาการปวดหัว
-บำรุงระบบทางเดินหายใจ รักษาโรคหอบหืด ป้องกันอาการไอ ลดการสะสมและลดการติดเชื้อในปอด ช่วยฆ่าเชื้อในปอด
-ช่วยลดน้ำหนัก ปรับสมดุลของระบบการเผาผลาญ
-บำรุงตับ ช่วยล้างพิษในตับ

โทษของผักไชยา

ต้นไชยามีพิษ เนื่องจาก มีสารกลูโคไซด์ เป็นสารที่อยู่ในผักไชยาดิบ การนำผักไชยามารับประทานต้องทำให้้สุกก่อน เพื่อทำลายฤทธิ์ของสารพิษ ให้นำไปต้ม …

Read Post →

สรรพคุณว่านหางจระเข้

สรรพคุณว่านหางจระเข้ 7 ประการ บำบัดอาการป่วยได้น่าทึ่ง!

, , No Comment

สรรพคุณว่านหางจระเข้ พืชสมุนไพรไทย

สรรพคุณว่านหางจระเข้ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง ดูแลทั้งผิวหนังและดีต่อความงาม สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าว่านหางจระเข้มีสรรพคุณอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะมาแนะนำให้ทราบดังนี้ค่ะ

1.ลดรอยไหม้จากการฉายรังสี
ผู้ป่วยที่ต้องรับการฉายรังสีย่อมมีรอยไหม้เกิดขึ้นที่ผิวแน่นอน แต่สามารถนำวุ้นว่านหางจระเข้มาประคบผิวที่เกิดรอยไหม้หลังทำคีโมได้ แถมยังช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนได้ดีและช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวรวดเร็วขึ้นด้วย

2.รักษาแผลที่เกิดจากของมีคม
หากมีแผลที่เกิดจากของมีคมบาดหรือแม้แต่แผลถลอก คุณสามารถนำวุ้นว่านหางจระเข้ที่มีเมือกอยู่มาแปะลงไปบนแผลได้เลยค่ะ เพราะฤทธิ์จากเมือกว่านหางจระเข้จะช่วยเร่งให้แผลเกิดการสมานตัวได้เร็วยิ่งขึ้น

3.บรรเทาอาการปวดศีรษะ
ให้ตัดเอาใบสดจากต้นมาจากนั้นทาด้วยปูนแดงบริเวณวุ้น เพื่อประคบบริเวณขมัยหรือท้ายทอย รวมถึงจุดที่เกิดอาการปวดก็จะช่วยให้อาการปวดศีรษะทุเลาลง

4.ฟื้นบำรุงผิวหลังออกแดด


นำวุ้นว่านหางจระเข้มาล้างให้สะอาดจากนั้นทาผิวที่เกิดปัญหาไหม้แสบร้อนจากแดด สำหรับใครที่มีผิวแห้งกร้านมากๆ อาจผสมกับน้ำมันมะพร้าวเพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นมากขึ้นได้ด้วย

5.รักษาฝีและริดสีดวงทวาร
ให้ทำความสะอาดผิวในส่วนที่เกิดโรคจนแห้งจากนั้นใช้วุ้นว่านหางจระเข้แปะลงบนแผล ถ้าเป็นทวารหนักก็ให้ปอกเปลือกวุ้นจนกลายเป็นแท่ง ล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำไปแช่ตู้เย็นจนแข็ง จากนั้นนำมาใช้สอดเหน็บเข้าไปยังช่องทวารหนัก ทำวันละ 1 – 2 ครั้งจะช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวารให้ดีขึ้นได้

6.ช่วยรักษาแผลไฟไหม้และแผลน้ำร้อนลวก


นำวุ้นว่านหางจระเข้สดที่ล้างยางออกแล้วมาประคบผิวบริเวณที่เกิดปัญหา ก็จะช่วยลดอาการแสบร้อน ช่วยสมานแผลและทำให้ไม่เกิดรอยแผลเป็นด้วยค่ะ

7.ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน
ให้ตัดเอาเนื้อว่านหางจระเข้ออกมาเป็นแท่งเล็กๆ ยาวประมาณ 2–3 เซ็นติเมตรแล้วนำไปเหน็บตามซอกฟันบริเวณที่เกิดอาการปวดหรืออาจจะประคบทิ้งไว้ก็ได้ค่ะ โดยจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที อาการปวดก็จะค่อยๆ ลดลง

ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ยละคะว่าสรรพคุณจากว่านหางจระเข้นั้นมีมากมายจริงๆ เมื่อทราบถึงประโยชน์จากว่านหางจระเข้ดีแล้ว หวังว่าหากมีโอกาสคุณจะนำมันไปรักษาหรือบำบัดอาการป่วยบ้างนะคะ

เชื่อว่าการรักษาหรือบำบัดโรคด้วยสมุนไพรไทยพื้นบ้านอย่างว่านหางจระเข้จะทำให้อาการเจ็บป่วยทุเลาลงได้ดีแน่นอน แถมยังช่วยประหยัดเงินค่ายาแผนปัจจุบันได้อย่างไม่น่าเชื่อด้วยค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

Read Post →

สรรพคุณขมิ้นขาว

สรรพคุณขมิ้นขาว สมุนไพรไทยอีกหนึ่งชนิดที่ไม่ควรมองข้าม

, , No Comment

สรรพคุณขมิ้นขาว หรือสมุนไพรที่บางพื้นที่เรียกว่านขมิ้นขาว

สรรพคุณขมิ้นขาว ว่านม่วง หรือขมิ้นม่วง เป็นสมุนไพรที่มีดอกสวยงาม เหง้า ราก มีกลิ่นหอม และแฝงไปด้วยสรรพคุณในตัวเองอีกหลายประการ ของดีแบบนี้เราจึงต้องบอกต่อให้โลกรู้ว่า ขมิ้นขาวสรรพคุณดียังไง

ข้อมูลขมิ้นขาว สมุนไพรน่าว้าวต่อร่างกาย

ขมิ้นขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma mangga Valeton & Zijp ส่วนภาษาอังกฤษของขมิ้นขาว คือ White Turmeric ขมิ้นขาวเป็นพืชในวงศ์ ZINGIBERACEAE จัดอยู่ในสกุลเดียวกันกับขมิ้นชัน

ลักษณะของขมิ้นขาว

ขมิ้นขาวมีหัวรูปไข่ ขนาดประมาณ 3-4 x 2-3 เซนติเมตร ภายในมีสีขาวบริเวณแกนกลาง หัวมีสีเหลืองอ่อนจนเกือบขาว เหง้าแตกสาขา หนาประมาณ 1.5 เซนติเมตร ขนาดของลำต้นขมิ้นขาวสูงประมาณ 40-80 เซนติเมตร ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว กว้าง 12-15 เซนติเมตร ยาว 30-40 เซนติเมตร ก้านยาวหุ้มต้น ดอกสีเหลืองอ่อน กลีบประดับสีเขียวอมชมพูซ้อนทับกันหลายกลีบ ดอกขมิ้นขาวจะออกเป็นช่อ ก้านช่อยาวแทงจากเหง้าใต้ดิน มักออกดอกในช่วงฤดูฝน

คุณค่าทางโภชนาการของขมิ้นขาว

จากตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย พบวา ขมิ้นขาว ปริมาณ 100 กรัม ให้คุณค่าทางอาหาร ดังนี้

– พลังงาน 26 กิโลแคลอรี
– น้ำ 93.9 กรัม
– โปรตีน 0.5 กรัม
– ไขมัน 0.5 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 4.8 กรัม
– เส้นใยอาหาร 0.8 กรัม
– เถ้า 0.3 กรัม
– ฟอสฟอรัส 158 มิลลิกรัม
– เหล็ก 26 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 2 0.01 มิลลิกรัม
– ไนอาซีน 0.5 มิลลิกรัม
– วิตามินซี 16 มิลลิกรัม

ขมิ้นขาว สรรพคุณดียังไง

สรรพคุณของขมิ้นชันมีดีที่ช่วยลดการอักเสบ ช่วยย่อย ส่วนสรรพคุณของขมิ้นขาวดียังไงบ้าง ตามมาดู

1. ช่วยย่อยอาหาร
เหง้าอ่อนของขมิ้นขาวมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย และมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร สามารถกินเหง้าอ่อนสด ๆ แกล้มกับอาหาร จิ้มกับน้ำพริก หรือนำเหง้าอ่อนไปต้มเป็นชาแล้วดื่มแก้แน่นท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อยก็ได้

2. ขับลม
สรรพคุณสุดจี๊ดอีกอย่างของขมิ้นขาวก็คือช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะหากกินเหง้าอ่อนของขมิ้นขาวสด ๆ จะช่วยในการขับลมได้เป็นอย่างดี

3. ลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง


เนื่องจากขมิ้นขาวมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร จึงมีส่วนช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง เนื่องจากกรดเกินในกระเพาะหรืออาหารไม่ย่อยได้

4. รักษาแผลในลำไส้
สารเคอร์คูมินในขมิ้นขาวมีฤทธิ์รักษาแผลในลำไส้ ทั้งยังช่วยระงับอาการติดเชื้อหนองได้ดีอีกด้วย

5. บรรเทาอาการคลื่นไส้


กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเหง้าขมิ้นขาวเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น แก้วิงเวียน คลื่นเหียน บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้นะคะ

6. ช่วยให้เจริญอาหาร
ใครที่เบื่ออาหาร ไม่ค่อยอยากรับประทานอะไรเท่าไร ลองกินเหง้าอ่อนขมิ้นขาวสักนิด หรือดมกลิ่นจากเหง้าของขมิ้นขาวก็จะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารขึ้นมาได้

7. รักษาโรคผิวหนัง
โดยเฉพาะปัญหาผิวหนังจากการติดเชื้อ แผลเป็นหนอง สารเคอร์คูมินในขมิ้นขาวจะช่วยจัดการระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคให้ โดยให้นำเหง้าขมิ้นขาวตากแห้งแล้วนำมาต้มน้ำอาบ หรือจะตำเหง้าสดขมิ้นขาวให้พอแหลกแล้วมาพอกบริเวณแผลก็ได้เช่นกัน

8. ขับปัสสาวะ
ขมิ้นขาวจัดเป็นสมุนไพรขับปัสสาวะอีกชนิดหนึ่ง และยังมีดีที่ช่วยลดการอักเสบติดเชื้อในร่างกายได้ ใครที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ลองศึกษาข้อมูลของขมิ้นขาวไว้บ้างก็ดี

9. ขับน้ำนมแม่ลูกอ่อน


ไม่ใช่แค่หัวปลีเท่านั้นที่เป็นอาหารขับน้ำนม แต่ขมิ้นขาวก็มีสรรพคุณช่วยขับน้ำนมให้คุณแม่ลูกอ่อนได้ไม่แพ้กัน

10. กระตุ้นการหลั่งน้ำดี

สารเคอร์คูมินและน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในขมิ้นขาวมีส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี มีสรรพคุณรักษานิ่วในถุงน้ำดี และลดการอักเสบของบาดแผล

ขมิ้นขาว ทำอาหารอะไรได้บ้าง

เหง้าของขมิ้นขาวสามารถรับประทานสด ๆ เป็นเครื่องเคียง หรือจะนำเหง้าอ่อนมาเป็นผักจิ้มน้ำพริก ทำยำขมิ้นขาว ทำแกงขมิ้น หรือกินกับน้ำบูดูก็อร่อย

ขอบคุณแหล่งที่มา …

Read Post →

สรรพคุณสะระแหน่

สรรพคุณสะระแหน่ จัดว่าเด็ด ขับลม แก้ปวดฟัน มีน้ำมันหอมระเหย

, , No Comment

สรรพคุณสะระแหน่ เป็นสมุนไพรที่ใบเล็ก แต่กลิ่นหอมแรง

สรรพคุณสะระแหน่ ก็จัดว่าไม่ธรรมดาด้วยเหมือนกัน และใครอยากทราบว่าสะระแหน่นำไปทำอะไรได้บ้าง นอกจากตกแต่งอาหาร เครื่องดื่ม

หรือกินแกล้มกับเมนูของคาว เรามาดูประโยชน์สะระแหน่ที่มีต่อสุขภาพกันเลย

สะระแหน่ สมุนไพรมีกลิ่นหอมสดชื่น

สะระแหน่เป็นไม้ล้มลุกในวงศ์ Labiatae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Mentha cordifolia Opiz ex Fresen

ส่วนชื่อภาษาอังกฤษของสะระแหน่ก็เรียกว่า Kitchen Mint หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Mint และนอกจากชื่อสะระแหน่แล้ว

ในบางพื้นที่ยังเรียกสะระแหน่ด้วยชื่ออื่น ๆ เช่น หอมด่วน (ภาคเหนือ), มักเงาะ สะแน (ภาคใต้) หรือสะระแหน่สวน (ภาคกลาง) เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของสะระแหน่

สะระแหน่เป็นไม้ล้มลุก มีเถาเลื้อยไปตามพื้นดิน ลำต้นทรงรูปสี่เหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงออกไปทางน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม

รูปทรงใบค่อนข้างรี กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาว 2-3 เซนติเมตร ผิวใบย่น ขอบใบหยักฟันเลื่อย

ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ดอกและช่อสะระแหน่ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก

ประโยชน์สะระแหน่และสรรพคุณทางยา

1. ขับลม
ตำรายาไทยใช้ใบสดกินเป็นยาขับลม เพราะใบสะระแหน่มีสารประกอบจำพวกเมนทอลอยู่มาก มีรสร้อนนิด ๆ กินเป็นยาขับลมได้ดี

2. ช่วยย่อยอาหาร
ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Maryland Medical Center) ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า

สะระแหน่มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อกระเพาะอาหาร และมีส่วนกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำดีในร่างกาย ช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น

โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน ทั้งนี้สูตรช่วยย่อยอาหาร สามารถนำใบสะระแหน่สดมาต้มกับน้ำสะอาดแล้วดื่มแก้อาหารไม่ย่อยได้

3. บรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน
มีงานวิจัยเปิดเผยว่า อาสาสมัคร 57 คนที่มีอาการลำไส้แปรปรวน เมื่อกินน้ำมันสะระแหน่ชนิดแคปซูลนาน 4 สัปดาห์

มีอาการลำไส้แปรปรวนลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินน้ำมันสะระแหน่

นอกจากนี้การศึกษาในไต้หวันยังพบว่า อาสาสมัครที่กินน้ำมันสะระแหน่ชนิดแคปซูลก่อนอาหาร 15-30 นาที

มีอาการท้องอืดและมีกรดแก๊สในกระเพาะอาหารลดลง และยังพบว่าผู้ป่วยมากกว่า 80% มีอาการปวดในช่องท้องลดลงด้วย
4. แก้ปวดหัว
กลิ่นน้ำมันหอมระเหยในใบสะระแหน่มีส่วนช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและมีสรรพคุณระงับปวดได้

โดยใช้สะระแหน่ทั้งต้นประมาณ 500 กรัม โขลกจนละเอียด แล้วนำไปต้มกับน้ำเพื่อแยกเอาส่วนน้ำมันออก เพื่อที่เราจะใช้น้ำมันสะระแหน่ที่ได้มานวดคลึงขมับเมื่อรู้สึกปวดเวียนศีรษะ

5. แก้คลื่นไส้


กลิ่นหอมจากสารเมนทอลในใบสะระแหน่ทำให้รู้สึกสดชื่น บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ และอาการคลื่นไส้ได้ โดยใช้ใบสด 1 กำมือ

โขลกจนละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาผสมกับน้ำอุ่น 1 แก้วกาแฟ จิบอุ่น ๆ แก้อาการคลื่นไส้ วิงเวียน

6. ฆ่าเชื้อในช่องปาก แก้ปวดฟัน
อย่างที่บอกว่าสรรพคุณของสะระแหน่ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ดังนั้นอาการปวดฟันก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรงสะระแหน่เท่าไรค่ะ

โดยใช้ใบสะระแหน่ประมาณ 1 กำมือ โขลกพอแหลก แล้วนำไปต้มกับน้ำประมาณ 1 ถ้วยกาแฟ จากนั้นเคี่ยวต่อจนเหลือน้ำแค่ครึ่งเดียว ทิ้งไว้ให้อุ่น แล้วนำมากลั้วปากและลำคอเพื่อฆ่าเชื้อในช่องปาก บรรเทาอาการปวดฟัน เจ็บคอ และเจ็บโคนลิ้น

7. บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก
หลายคนชอบกลิ่นสะระแหน่เพราะมีกลิ่นหอม ซึ่งน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในสะระแหน่นี่แหละค่ะที่ช่วยลดอาการอักเสบในเยื่อบุจมูก

บรรเทาอาการหลอดลมหดตัว ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกจากหวัด และอาการหอบหืดได้ โดยดมน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ หรือทำชาสาระแหน่จิบอุ่น ๆ ก็ได้

8. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย


สะระแหน่เป็นสมุนไพรมีรสร้อน แต่มีฤทธิ์เย็น และมีสรรพคุณแก้ปวด

จึงสามารถบรรเทาอาการปวดแสบจากพิษแมลงสัตว์กัดต่อยได้ โดยให้ใช้ใบสะระแหน่สดใหม่ 5-10 ใบ โขลกจนละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณที่แมลงกัด

9. แก้คัน
ความเย็นจากใบสะระแหน่ก็ช่วยบรรเทาอาการคันบนผิวหนัง อีกทั้งสะระแหน่ยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ

จึงช่วยลดอาการคัน ฟกช้ำ หรืออาการระคายเคืองที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง โดยตำใบสะระแหน่ให้ละเอียดแล้วนำมาพอกผิวแก้คัน

ข้อควรระวังในการใช้สะระแหน่

* ห้ามใช้น้ำมันสะระแหน่กับทารกหรือเด็กเล็ก เพราะอาจทำให้เกิดอาการระคยเคืองในระบบทางเดินหายใจ และอาจทำให้ปอดอักเสบได้

* ข้อมูลจากวารสาร Toxicology and Industrial Health เผยว่า ชาสะระแหน่มีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กในหนูทดลอง

และแม้จะยังไม่มีผลทดลองในคน ทว่าผู้ที่มีภาวะโลหิตจางก็ควรหลีกเลี่ยงสะระแหน่ไว้ก่อน

* ผู้เป็นโรคกรดไหลย้อนควรหลีกเลี่ยงสะระแหน่ เนื่องจากสะระแหน่มีผลคลายกล้ามเนื้อหูรูดในหลอดอาหาร อาจส่งผลให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบขึ้นมาได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →

สรรพคุณเพชรสังฆาต

สรรพคุณเพชรสังฆาต แก้ริดสีดวง พ่วงประโยชน์ช่วยลดน้ำหนัก

, , No Comment

สรรพคุณเพชรสังฆาต สมุนไพรไทยที่ไม่ได้มีดีแค่ช่วยระบาย รักษาริดสีดวงทวารก็ได้

สรรพคุณเพชรสังฆาต แต่ยังช่วยลดน้ำหนัก และมีประโยชน์ต่อสุขภาพนานับปการ อย่าเพิ่งสบประมาทว่าเป็นแค่ไม้ประดับ ถ้ายังไม่ได้รู้ถึงสรรพคุณ

สมุนไพรไทยเป็นของดีของไทยที่มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แถมยังชอบซุกซ่อนอยู่ในที่ที่เราคาดไม่ถึงเสียก็มาก บางอย่างก็อยู่ในอาหาร

สมุนไพรบางชนิดก็เป็นไม้ประดับที่เราเห็นกันจนชินตา อย่างเช่น เพชรสังฆาต ที่หลายคนอาจจะปลูกเอาไว้เป็นไม้ประดับในบ้าน

แต่กลับไม่รู้เลยว่าภายใต้ความสวยงามที่แปลกตานั้น สรรพคุณของเจ้าสมุนไพรชนิดนี้น่ะมากมายเพียงไหน

ได้เวลาหันมาให้ความสนใจกับเจ้าสมุนไพรชนิดนี้แล้วล่ะค่ะ ลองมาทำความรู้จักประโยชน์ของเพชรสังฆาตกัน โดยเฉพาะคนที่ถ่ายยาก และยังอยากลดน้ำหนักมามุงตรงนี้ด่วนเลยจ้า

เพชรสังฆาต มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. และมีชื่อเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่นอื่น ๆ อีกว่า สันชะควด (กรุงเทพฯ) ขั่นข้อ (ราชบุรี) สามร้อยต่อ (ประจวบคีรีขันธ์)

เพชรสังฆาต เป็นพื้นประเภทไม้เถาเลื้อย ซึ่งโดยปกติแล้วมักนิยมปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับ เนื่องจากเป็นพืชที่มีรูปร่างแปลกตา

และมีดอกและช่อสีแดงสวยงาม อีกทั้งยังสามารถปลูกเป็นรายได้เสริมด้วยการนำเถามาหั่นแล้วตากแห้งทำเป็นยาสมุนไพรได้อีกด้วยค่ะ

เพชรสังฆาต หน้าตาเป็นอย่างไร

เพชรสังฆาตเป็นไม้เถาทรงสี่เหลี่ยมเป็นข้อปล้องต่อกัน เปลือกเถาเรียบสีเขียวอ่อน ขนาดของปล้องแต่ละปล้องยาวประมาณ 3-15 เซนติเมตร มีมือสำหรับเกาะยึด ยื่นออกมาจากตรงข้อระหว่างใบ ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะปลายใบมน โคนใบเว้า ขอบใบหยักมนห่าง ๆ แผ่นใบเรียบมัน สีเขียวสด ดอกมีสีแดง กลีบดอกมี 4 กลีบ

มักออกเป็นช่อเล็ก ๆ ขนาด 2-4 เซนติเมตร ผลสดมีรูปกลม ผลเรียบเป็นมัน ขนาด 4-7 มิลลิเมตร ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่จัดจะมีสีดำหรือแดง เมล็ดมีทรงกลมสีน้ำตาล อยู่ในผล ผลละ 1 เมล็ด

เพชรสังฆาต สรรพคุณโดดเด่นชวนให้ลิ้มลอง

สรรพคุณของเพชรสังฆาตที่ชวนให้น่าลิ้มลองก็คงจะเป็นสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับลม แก้จุกเสียดแน่นท้อง รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อีกสรรพคุณหนึ่งอันโด่งดังของเพชรสังฆาตก็คือรักษาโรคริดสีดวงทวารนั่นเอง ซึ่งสรรพคุณที่ว่ามานี้ต่างก็มีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของเพชรสังฆาต โดยเฉพาะในราก ต้น ใบ เถา และน้ำจากต้นของเพชรสังฆาต ดังนี้ค่ะ

* ราก – ช่วยในการสมานตัวของกระดูกที่แตกหักทำให้กระดูกกลับมาเชื่อมต่อกันได้เร็วขึ้น

* ต้น – แก้อาการหูน้ำหนวก แก้อาการเลือดกำเดา รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติในสตรี ช่วยให้เจริญอาหาร และช่วยขับน้ำเหลืองเสีย

* ใบ – ช่วยในการสมานตัวของกระดูกเช่นเดียวกับราก รักษาอาการอาหารไม่ย่อย ช่วยขับน้ำเหลืองที่เสีย

* เถา – แก้กระดูกหักซ้น ขับลม แก้จุดเสียดแน่นท้อง แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ รักษาโรคลักปิดลักเปิด

ซึ่งนอกจากสรรพคุณดังกล่าวแล้ว งานวิจัยต่าง ๆ ยังเผยสรรพคุณของเพชรสังฆาตเพิ่มเติมมาหลายด้าน ลองมาดูกันค่ะว่า เพชรสังฆาต รักษาโรคอะไรได้บ้าง

เพชรสังฆาต รักษาโรคริดสีดวงทวารก็ดี

เพชรสังฆาตถือเป็นสมุนไพรรักษาโรคริดสีดวงสรรพคุณเด็ด เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ตัวช่วยส่งเสริมกระบวนการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ

สามารถช่วยลดอาการอักเสบ รวมทั้งช่วยให้หลอดเลือดดำหดตัวลงได้ ซึ่งสำหรับคนที่เป็นโรคริดสีดวงทวาร จะเกิดภาวะเลือดดำคั่งจนทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก การรับประทานเพชรสังฆาตจึงช่วยบรรเทาอาการได้ รวมทั้งรักษาอาการอักเสบและทำให้หลอดเลือดดำที่บวมเป่งอยู่บริเวณทวารหนักหดตัวลงได้นั่นเอง

ทั้งนี้การศึกษาจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ยังยืนยันถึงข้อดีของการใช้สมุนไพรเพชรสังฆาตในการรักษาโรคริดสีดวงทวารว่า สรรพคุณเพชรสังฆาตมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน หรือยาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเลยล่ะค่ะ แถมในปัจจุบัน เพชรสังฆาตยังถูกใช้เป็นยารักษาหลักในผู้ป่วยริดสีดวงทวารหนักที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรอีกด้วย

เพชรสังฆาต ช่วยบำรุงกระดูก

ในตำรายาของหมอพื้นบ้านและหมออายุรเวทได้ใช้เพชรสังฆาตช่วยบำรุงกระดูกกันอย่างแพร่หลาย โดยระบุว่า สรรพคุณของเพชรสังฆาตช่วยบำรุงกระดูก เพิ่มมวลกระดูก สมานกระดูกที่หัก โดยสารในเพชรสังฆาตจะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูก และบรรเทาอาการบวมและอาการอักเสบได้

เพชรสังฆาตยังช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจนในเซลล์สร้างกระดูก และยังมีฤทธิ์ป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกในหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ (เพื่อจำลองให้เกิดสภาวะเหมือนหญิงวัยหมดประจำเดือน) เทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน เนื่องจากในหนูที่ได้รับเพชรสังฆาต พบการเพิ่มขึ้นของระดับเอสโตรเจนและวิตามินดีในเลือด จึงสันนิษฐานได้ว่า สมุนไพรเพชรสังฆาตมีสารในกลุ่มเอสโตรเจนสูงมากนั่นเอง

และเมื่อเปรียบเทียบกับการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนจะพบว่า เพชรสังฆาตให้ผลดีทั้งในเรื่องของความหนา ความแข็งแรง และความหนาแน่นมวลกระดูก ขณะที่เอสโตรเจนจะไม่มีผลในเรื่องความหนาแน่นของมวลกระดูก ที่สำคัญเพชรสังฆาตยังมีฤทธิ์ลดอาการปวดได้อีกด้วย

แก้ท้องผูก

เพชรสังฆาตมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ถ่ายยาก และช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรครืดสีดวงทวารได้ แต่ทั้งนี้ผลของการช่วยระบายก็ต้องขึ้นอยู่กับธาตุของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ ฉะนั้นหากรับประทานเพชรสังฆาตแล้วรู้สึกระบายมากเกินไป มีอาการถ่ายบ่อย ก็ควรลดขนาดรับประทานลงสักครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิมที่กินเพชรสังฆาตอยู่

ช่วยลดน้ำหนัก

เพชรสังฆาตเป็นสมุนไพรที่มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง โดยไฟเบอร์ในเพชรสังฆาตจะเข้าไปลดเนื้อที่ของกระเพาะอาหาร ทำให้อิ่มเร็วขึ้น และมีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยแป้ง น้ำตาล และไขมัน จึงช่วยลดการดูดซึมสารอาหารดังกล่าวเช้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น ซึ่งสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักของเพชรสังฆาตก็ผ่านการศึกษาทดลองในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน โดยการทดลองได้คัดคนที่มีดัชนีมวลกาย หรือ BMI มากกว่า 26 kg/m2 ให้กินเพชรสังฆาตมื้อละ 150 มิลลิกรัม ก่อนอาหาร …

Read Post →

สมุนไพรถอนพิษคู่บ้าน

เสลดพังพอน สมุนไพรถอนพิษคู่บ้าน เป็นพืชสมุนไพรที่ขึ้นตามป่า

, , No Comment

สมุนไพรถอนพิษคู่บ้าน เป็นพืชสมุนไพรที่ขึ้นตามป่า

สมุนไพรถอนพิษคู่บ้าน มีสรรพคุณในโหมดถอนพิษ อาการอักเสบต่างๆ ปัจจุบันปลูกกันมากตามบ้าน ซึ่งจะมีชื่อพ้องกัน คือ เสลดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย แต่ต่างกันที่เสลดพังพอนตัวผู้มีหนาม ดอกสีเหลือง สรรพคุณอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย ที่มีดดอกสีแดง แต่ทั้งคู่มีสรรพคุณทางสมุนไพรเช่นเดียวกัน

เสลดพังพอนตัวเมีย ชื่ออื่น : คือผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) พญาปล้องดำ (ลำปาง) พญาปล้องทอง (ภาคกลาง) ลิ้นมังกร โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) เสลดพังพอนตัวเมีย ด้านเสลดพังพอนตัวผู้ ชื่ออื่น : พิมเสนต้น (ภาคกลาง) ทองระอา ช้องระอา ลิ้นงูเห่า เสลดพังพอนตัวผู้ (กรุงเทพฯ) คันชั่ง (ตาก) อังกาบ อังกาบเมือง (ไทย) ก้านชั่ง (พายัพ)

เป็นไม้พุ่ม ในวงศ์ ACANTHACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f) Lindau.

ใบ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยวออกตรงข้ามกัน รูปรีแคบขอบขนาน

ดอก สีแดงส้ม (ตัวเมีย) สีเหลือง (ตัวผู้) โคนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 2 ส่วน

ขยายพันธุ์ โดยวิธีปักชำ ชอบความชื้นปานกลาง แสงแดดจัด

สรรพคุณทางยา : ส่วนที่ใช้ใบและรากสด : ใช้ถอนพิษ โดยเฉพาะพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ลมพิษ แผลน้ำร้อนลวก ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

รักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด

– ใช้ใบเสลดพังพอน 10-20 ใบ (เลือกใบสีเขียวเข้มสดเป็นมันไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไป)นำมาตำผสมกับเหล้าหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลและเอากากพอกแผล

– ใช้ใบเสลดพังพอน 1,000 กรัม หมักใน alcohol 70 % 1,000 ซีซี. หมักไว้ 7 วัน นำมากรองแล้วเอาไประเหยให้เหลือ 500 ซีซี. เติม glycerine pure ลงไปเท่ากับจำนวนที่ระเหยไป (500 ซีซี.) นำน้ำยาเสลดพังพอนกรีเซอรีนที่ได้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก ถอนพิษต่างๆ

แก้แผลน้ำร้อนลวก

– ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง

– นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับสุรา ใช้พอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี

ทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน

– ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.komchadluek.net

Read Post →

น้ำขิง

น้ำขิง กับสุขภาพผู้หญิง ดีจริงจนต้องบอกต่อ

, , No Comment

น้ำขิง กับสุขภาพผู้หญิงนั้นดียังไง

น้ำขิง คนท้องก็ดื่มได้ ไม่ท้องแต่อยากผอมใช้น้ำขิงลดน้ำหนักก็ได้เช่นกัน มาดูสรรพคุณของขิง คุณค่าที่ผู้หญิงทุกคนคู่ควร

สรรพคุณของขิง ทุกคนอาจรู้ว่าขิงเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเยอะแยะมากมาย แต่วันนี้เราขอเอาใจสาว ๆ

โดยเฉพาะ ด้วยการจัดสรรพคุณของน้ำขิงที่มีดีต่อสุขภาพผู้หญิงมาให้สาว ๆ ได้ทราบโดยทั่วกัน อ่านจบแล้วอย่าลืมไปดื่มน้ำขิง บำรุงสุขภาพผู้หญิงอย่างเรา ๆ กันน้า…

1. แก้คลื่นไส้อาเจียน (แพ้ท้อง)

ขิงจัดเป็นสมุนไพรที่แก้เมารถ เมาเรือ และช่วยลดอาการคลื่นเหียนเวียนไส้มาตั้งแต่โบราณ ทว่านอกจากอาการเมารถ เมาเรือแล้ว ขิงยังช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนของผู้หญิงมีครรภ์ได้อีกต่างหาก ยืนยันด้วยผลการศึกษาจากกว่า 12 สถาบัน ที่แสดงสรรพคุณของน้ำขิงด้วยการพิสูจน์กับผู้หญิงตั้งครรภ์ราว 1,278 คน แล้วพบว่า ขิงที่ความเข้มข้นประมาณ 1.1-1.5 กรัม สามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้ตอนเช้าให้คุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องได้เป็นอย่างดี

แต่ทั้งนี้ก็ควรปรึกษาคุณหมอก่อนด้วยว่า เราควรดื่มน้ำขิงที่ความเข้มข้นมาก-น้อยขนาดไหน ดื่มได้บ่อยเท่าไร เพราะความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ของแต่ละบุคคลมีไม่เท่ากัน อีกทั้งยังไม่มีการศึกษาใดที่ศึกษาอย่างชัดเจนว่า ปริมาณความเข้มข้นของน้ำขิงขนาดเท่าไรที่คุณแม่ท้องดื่มแล้วจะปลอดภัย หรือดื่มแล้วจะเสี่ยงต่อสุขภาพ ฉะนั้นการปรึกษาสูตินรีแพทย์เจ้าของไข้ให้แน่ชัด ย่อมปลอดภัยต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์มากที่สุด

2. แก้ปวดประจำเดือน

ขิงเป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น และการดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยสรรพคุณนี้ก็มีการศึกษามาการันตีความดีงามเช่นกันค่ะ ซึ่งจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงกว่า 150 คนที่ดื่มน้ำขิงชนิดผงปริมาณ 1 กรัมต่อวัน ในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน สรรพคุณของขิงจะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญผลการศึกษายังทำให้ทราบว่า สรรพคุณลดอาการปวดของขิงเทียบเท่าสรรพคุณลดปวดของยาแก้ปวดชนิดไอบูโพรเฟนเลย

3. แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ในช่วงวันนั้นของเดือน

ช่วงมีประจำเดือน นอกจากอาการปวดประจำเดือนแล้ว สาว ๆ ก็ยังอาจเจออาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้องกันอีกต่างหาก ซึ่งอาการไม่สบายตัวเหล่านี้ก็แก้ได้ด้วยขิงเลยค่ะ เพราะน้ำขิงมีสรรพคุณช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อให้สาว ๆ ได้

4. น้ำขิงช่วยลดน้ำหนัก

สรรพคุณนี้ช่างดีต่อใจ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่กำลังมองหาวิธีลดความอ้วนอยู่ จัดไปเลยค่ะ น้ำขิงอุ่น ๆ 1 แก้ว ดื่มก่อนมื้ออาหารสัก 1.30 ชั่วโมง รสเผ็ดร้อนของขิงจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกาย ช่วยลดความอยากอาหาร และช่วยในเรื่องการขับถ่าย ลดอาการท้องผูก ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ส่งผลดีต่อการหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียดหรือฮอร์โมนคอร์ติซอล ฮอร์โมนตัวดีที่ทำให้เราอยากกินอาหารแคลอรีสูง ตัดพฤติกรรมพาอ้วนไปได้อีก

5. ฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดบุตร

นอกจากการอยู่ไฟหลังคลอดบุตรแล้ว ตามตำราแพทย์แผนจีนยังมีการนำขิงมาใช้ฟื้นฟูสภาพร่างกายคุณแม่หลังคลอดด้วยนะคะ เพราะฤทธิ์ร้อนจากขิงจะช่วยขับน้ำคาวปลาได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นการดูดซึมอาหาร ทำให้คุณแม่หลังคลอดฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read Post →