Recent Posts

ดูบอลออนไลน์มือถือฟรี

ศูนย์รวมลิ้งดูบอลสด ดูบอลโลก 2019

, , No Comment

ดูบอลออนไลน์มือถือฟรี

ดูบอลออนไลน์มือถือฟรี ศูนย์รวมลิ้งดูบอลสด ดูบอลโลก 2019 รัสเซีย ดูฟรี

ดูบอลออนไลน์มือถือฟรี ดูบอลออนไลน์ ดูบอลถ่ายทอดสดช่อง7 ดีที่สุดในไทย อัพเดทลิ้งเร็วสุด มือถือก็ดูได้ เพียงคลิ๊กบนตารางบอลวันนี้ facebook youtube และอื่นๆ ดูบอลถ่ายทอดสดบุรีรัมย์
ดูบอลออนไลน์ ดูบอลสด ดูบอลถ่ายทอดสดลิเวอร์พูล ดูบอลผ่านเน็ตฟรีๆ ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพียงแค่คลิ๊กที่ชื่อทีมที่ท่านต้องการรับชม ลิ้งค์ดูบอลก็จะโชว์ขึ้นมา แล้วให้ท่านเลือกรับชมตามลิ้งค์ต่างๆ ที่แสดงได้เลย ดูบอลถ่ายทอดสดวันนี้

Read Post →

ถั่วงอก

“ถั่วงอก” ผักเครื่องเคียงของเมนูอาหารไทย

, , No Comment

“ ถั่วงอก ” ผักที่พบในหลากหลายเมนูของอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นผักเครื่องแนมของก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอยทอด ตำถาด หรือแม้กระทั่งผัดถั่วงอกที่เปลี่ยนจากผักเครื่องแนมมาเป็นเมนูหลัก ถึงแม้ถั่วงอกจะอยู่ในอาหารที่เรากินกันอยู่เป็นประจำแต่ว่าถ้าหากเป็น “ถั่วงอกดิบ” เราบางทีอาจไม่ต้องการแนะนำให้กินกันสักมากแค่ไหน เนื่องจากบางทีอาจทำให้เกิดผลกระทบบางสิ่งบางอย่างต่อสุขภาพร่างกายได้

ถั่วงอก

ถั่วงอกดิบพบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียอย่าง ซาลโมเนลลา หรืออีโคไล ซึ่งไม่ใช่แค่บ้านเราเพียงแค่นั้น ที่ต่างประเทศก็พบการปนเปื้อนของเชื้อโรคเช่นเดียวกัน เมื่อทำเพาะถั่วงอก ความชุ่มชื้นและก็อุณหภูมิของถั่วงอกสำหรับในการเจริญเติบโต เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเช่นเดียวกัน

ถั่วงอก

นอกเหนือจากนี้ ถั่วงอกบางทีอาจเจอสารฟอกสีที่มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูง ด้วยเหตุว่าผู้ผลิตบางรายนำสารฟอกขาวมาแช่ถั่วงอก เพื่อให้ถั่วงอกมีสีขาว อวบ น่ากินรวมทั้งเก็บไว้จัดจำหน่ายได้นาน

แม้ว่าจะมีสารฟอกขาวบางประเภทที่อนุญาตให้นำมาใช้ในอาหารได้ เช่น โซเดียมซัลไฟต์ แต่เนื่องจากเป็นสารฟอกขาวที่มีฤทธิ์ในการฟอกต่ำ ผู้จำหน่ายจึงนิยมใช้สารฟอกขาวประเภทที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารมากกว่า คือ โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์มาผสม สารนี้มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูงกว่าประเภทแรก 2-3 เท่า สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ แต่มีอันตรายต่อร่างกายเมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดอาการหายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง อาเจียน อุจจาระร่วง สำหรับผู้ที่แพ้อย่างรุนแรงหรือป่วยเป็นโรคหอบหืดจะมีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการช็อค หมดสติและอาจเสียชีวิตได้

หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วงอกดิบหากไม่ทราบแหล่งผลิตที่ชัดเจน

ปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทานเสมอ อาจบอกร้านอาหารให้ลวก หรือปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนใส่ลงไปในก๋วยเตี๋ยว และเมนูอาหารอื่น ๆ เป็นต้น การปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทาน จะทำให้สารไฮโดรซัลไฟต์ที่อาจมีอยู่ในถั่วงอกถูกทำลายด้วยความร้อน ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการนำถั่วงอกดิบมารับประทานสด ๆ

หากจำเป็นต้องรับประทานถั่วงอกดิบจริง ๆ ควรหลีกเลี่ยงถั่วงอกที่มีสีคล้ำ มีส่วนเน่าเสียปนอยู่เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

Read Post →

กะตอ

“สะตอ” ของดีประจำถิ่นแห่งปักษ์ใต้ กับประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ

, , No Comment

ถ้าหากกล่าวถึงของกินที่ได้รับความนิยมในภาคใต้ มั่นใจว่าผู้คนจำนวนมากคงจะคิดถึง “สะตอ” หรือที่ชาวภาคใต้เรียกว่า “ กะตอ ” เป็นลำดับต้นๆอย่างแน่นอน ถึงแม้สะตอจะมีกลิ่นแรง แต่ว่าก็ไม่ทำให้ความนิยมในการรับประทานลดน้อยลงเลย นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย

กะตอ

สะตอ มีรูปร่างคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ มีชื่อเสียงกันดีในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศลาว ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ฯลฯ

“สะตอ” หรือ “ กะตอ ”

สะตอนั้นอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูงมีโปรตีน ไขมัน แล้วก็คาร์โบไฮเดรต มีสรรพคุณที่ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยบำรุงรักษาสมองรวมทั้งสุขภาพดวงตา โดยส่วนมากคนนิยมเอามากินทั้งแบบดิบและแบบสุก นอกเหนือจากนี้ยังสามารถเอามาประกอบอาหารได้มากมายเมนู

คุณค่าทางโภชนาการของสะตอ ให้สารอาหาร ได้แก่ ธาตุเหล็ก,วิตามินซี,วิตามินบี,วิตามินบี,วิตามินบี,โพแทสเซียม,แคลเซียม,โซเดียม,ฟอสฟอรัส,โปรตีน,ไขมัน ,ไฟเบอร์

กะตอ

ประโยชน์จากสะตอ

  1. บรรเทาอาการซึมเศร้า
    สะตอมีทริปโตเฟน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสารเมลาโทนิน ช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวล อาการเครียด ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดี
  2. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคโลหิตจาง
    สะตออุดมด้วยธาตุเหล็ก ที่ช่วยเสริมสร้างฮีโมโกลบินในเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคโลหิตจาง
  3. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิต
    องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า สะตอ มีธาตุโพแทสเซียมสูงและมีความเค็มต่ำ จึงมีสรรพคุณที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคดันโลหิตและโรคหลอดเลือดสมอง
  4. รักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
    การรับประทานสะตอระหว่างมื้ออาหารจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลกลูโคส ให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น และช่วยป้องกันอาการแพ้ท้องในสตรีมีครรภ์อีกด้วย
  5. บรรเทาอาการท้องผูก
    สะตออุดมด้วยไฟเบอร์จำนวนมาก ช่วยฟื้นฟูลำไส้ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรเทาอาการท้องผูก นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการเสียดท้องอีกด้วย
  6. บำรุงสุขภาพดวงตา
    สะตอมีวิตามินเอสูงมากถึง 200 IU (International Unit ) ต่อ 100 มิลลิกรัม ดังนั้นสะตอจึงมีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา และช่วยรักษากระจกตาให้มีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
  7. บำรุงสมอง
    มีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า สะตออุดมด้วยโพแทสเซียมที่จะช่วยในการเรียนรู้ เพิ่มความจำ บำรุงสมองและยังช่วยกระตุ้นให้สมองตื่นตัว

ถึงแม้ว่าสะตอจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและอุดมด้วยคุณประโยชน์มากมาย แต่หากรับประทานมากจนเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้เช่นกัน

สะตอมีกรดแจงโคลิก เป็นกรดกำมะถัน มีพิษเล็กน้อย หากรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์ โรคไตวายเฉียบพลัน โรคนิ่ว เป็นที่ทราบกันดีว่าสะตอนั้นมีกลิ่นฉุน หากรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไปอาจทำให้มีกลิ่นปากและปัสสาวะมีกลิ่น…

Read Post →

กระเทียมดำ

“กระเทียมดำ” สมุนไพรชั้นเลิศ ที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติ

, , No Comment

“ กระเทียมดำ ” เป็นกระเทียมอีกหนึ่งประเภทที่มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อสภาพร่างกายจำนวนมาก จนกระทั่งได้รับความนิยมในกลุ่มคนต่างประเทศ แล้วก็เห็นว่ากระเทียมดำเป็นสมุนไพรชั้นเลิศที่มีมูลค่าสูงอีกด้วย

กระเทียมดำ

กระเทียมดำ คือ กระเทียมสด ที่ผ่านขั้นตอนหมักบ่ม เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ทำให้กระเทียมกลายเป็นสีดำ มีเนื้อสัมผัส กลิ่นรส แล้วก็สารสำคัญในกระเทียมเปลี่ยนแปลงไป

กระเทียมดำ

จากการศึกษาพบว่ากระเทียมดำมีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอล ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการหรือในสัตว์ทดลอง ซึ่งยังไม่มีรายงานผลทางคลินิกในด้านการป้องกันโรคหรือปริมาณรับประทานที่สามารถป้องกันมะเร็งได้

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ควรเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์กระเทียมดำที่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันการได้รับสารปนเปื้อนอื่นๆ และควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษา ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

Read Post →

ประเทศไทย

สมุนไพรไทยใกล้ตัว แก้ผดผื่น ช่วงหน้าร้อน

, , No Comment

ประเทศไทย เป็นเมืองร้อน พอเข้าหน้าร้อนทีไร หลายๆคนอาจมีผดผื่นขึ้นตามร่างกาย โดยยิ่งไปกว่านั้นคนที่จะต้องทำงานออกแดดหรือตากแดดอยู่เป็นประจำ

ประเทศไทย สมุนไพรในเขตเมืองร้อน

นอกเหนือจากผดผื่นที่เกิดขึ้น อาจมีอาการคันตามมาด้วย ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้ แบบนี้ผิวบางทีอาจจะเสียจนกระทั่งลุกลามไปทั่วอีกทั้งร่างกาย วันนี้เรามีสมุนไพรไทยใกล้ตัวที่ช่วยแก้ผดผื่นคันในหน้าร้อน ที่หาซื้อง่ายแล้วก็ราคาถูก จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

ประเทศไทย

  • แตงกวา มีสรรพคุณเป็นผักประเภทเย็น จึงสามารถใช้บรรเทาอาการคันจากผดผื่น ลดการลุกลาม ลดความแสบร้อนของผิวหนัง เพียงสไลด์บางๆ มาแปะบริเวณที่มีอาการแสบร้อนจากตากแดดเป็นเวลานาน หรือ บางครั้งถ้ารู้สึกว่าอ่อนเพลียไม่สดชื่นก็สามารถนำแตงกวาฝานบางๆ นำไปแช่เย็น แล้วค่อยมาวางบนหน้า ก็จะช่วยให้สดชื่นได้เช่นกัน
  • ไพล สมุนไพรที่หลายคนนิยมนำมาใช้แก้อาการปวด แต่รู้ไหมว่านอกจากสรรพคุณดังกล่าวแล้วไพลก็สามารถบรรเทาอาการผดร้อน ผื่นคัน และลดอาการอักเสบได้เช่นกัน เพียงนำเหง้าสดของไพล มาฝานบางๆ จากนั้นนำไปต้ม เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนน้ำมันไพลออกมา แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย พอเริ่มมีผดผื่น คัน ก็สามารถนำน้ำมันไพลนี้มาใช้ทาบริเวณดังกล่าวได้
  • กล้วย ผลไม้ที่เต็มไปด้วยประโยชน์มากมาย ซึ่งใครจะคิดว่าเปลือกกล้วยยังนำมาใช้รักษาอาการผดผื่นได้ เพราะในเปลือกกล้วยนั้นมีฤทธิ์เย็น จึงสามารถลดผดผื่นและบรรเทาอาการแสบร้อนได้เป็นอย่างดี นำเปลือกกล้วยมาประคบลงบนผดผื่น ถูเบาๆ ให้ทั่ว ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกให้สะอาด และสามารถทำได้บ่อยครั้งตามต้องการ
  • ว่านหางจระเข้ เป็นที่รู้กันดีว่า สรรพคุณของว่านหางจระเข้ มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนของแผลพุพองที่เกิดจากไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถนำมาใช้ลดผื่นร้อนและผื่นคันได้เช่นกัน เพียงนำว่านหางจระเข้มาฝานเปลือก จากนั้นนำวุ้นที่ได้มาล้างให้สะอาดแล้วค่อยนำมาประคบให้ทั่วผิวที่เป็นผดผื่น จะสามารถบรรเทาอาการได้เช่นกัน
  • ข่า นอกจากกลิ่นหอมๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ ข่า ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและแก้ผดร้อน ผื่นคันที่มากับหน้าร้อนได้อีกด้วย เพียงนำ เหง้าข่าแก่ 1 แง่ง ตำให้ละเอียดแล้วผสมกับเหล้าขาวให้พอขลุกขลิก จากนั้นใช้ทั้งน้ำและเนื้อข่ามาทาบริเวณที่เกิดผดร้อนจนกว่าอาการจะบรรเทาลง
  • ขมิ้นชัน มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบของผิว จึงสามารถนำมาใช้รักษาอาการผดผื่นได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะผดผื่นที่มีอาการอักเสบ ให้นำเหง้าขมิ้นมาฝนใส่ลงในน้ำต้มสุก แล้วทาให้ทั่วบริเวณที่เป็นผดร้อนและผื่นคัน ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกให้สะอาด จะสังเกตได้ว่าอาการคันและแสบร้อนจะค่อยๆ ทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ตำลึง นอกจากนิยมนำมาทำอาหารเนื่องจากมีรสชาติอร่อยแล้ว ก็สามารถนำมาใช้แก้ผดผื่นได้อีกด้วย นั่นก็เพราะตำลึงมีฤทธิ์เป็นยาเย็นสามารถช่วยดับพิษร้อนได้ดี จึงนำมาใช้รักษาผื่นที่เกิดจากผดร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิธีการนำมาใช้นั้น ให้นำใบตำลึงสดประมาณ 4-5 ใบ มาขยี้หรือโขลกจนพอมีน้ำออกมา จากนั้นนำมาทาให้ทั่วบริเวณที่เป็นผื่น ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกให้สะอาด ทำบ่อยๆ อาการผดผื่นจะค่อยๆ ดีขึ้น

สมุนไพรแก้ผดผื่นเหล่านี้ ล้วนสามารถบรรเทาอาการคันได้เป็นอย่างดี แถมยังนำมาประกอบอาหารและใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นเพื่อรับมือกับอาการผดผื่นที่อาจเกิดขึ้น เพียงมาเลือกสรรสินค้าต่างๆ หรือสมุนไพรในครัว

Read Post →

การเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ

เสี่ยงเป็น “มะเร็ง”จริงหรือ? หากกินผักไฮโดรโปนิกส์

, , No Comment

ผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นที่ชื่นชอบในหมู่ คนรักสุขภาพ ด้วยเหตุว่าเป็นผักที่ปลูกภายในน้ำที่มี ธาตุอาหารพืช ละลายอยู่ หรือ การปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหารพืชชดเชย นอกเหนือจากที่จะประหยัดพื้นที่สำหรับการปลูกแล้ว ยังลด การเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในดินที่เพาะปลูกได้อีกด้วย

การเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ

แม้กระนั้น มีข้อมูลที่เผยแพร่ในโลกอินเตอร์เน็ตว่า ผักไฮโดรโปนิกส์ บางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงสำหรับในการเป็นโรคมะเร็งได้ ก็เลยทำให้คนที่กินผักไฮโดรโปนิกส์กังวลถึงความปลอดภัยของผักไฮโดรโปนิกส์จำนวนมาก

การเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ

นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่มีการส่งต่อข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดียในลักษณะ “บริโภคผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง โดยงานวิจัยเมื่อ 3 ปีที่แล้วโรงพยาบาลใหญ่ 5 แห่งใน กทม. วิจัยสาเหตุมะเร็งเพิ่มขึ้น 300% เกิดจากกินผักไฮโดรโปนิกส์ เพราะตัว P (ฟอสฟอรัส) มากเกินขนาดเป็นสาเหตุเกิดมะเร็งเต้านม” ซึ่ง อย. ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว พบว่าข้อความที่ถูกส่งต่อนั้นมีการส่งต่อวนกลับมาเป็นระยะ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หรือมีงานวิจัยทั้งในประเทศและระดับนานาชาติยืนยันว่า ฟอสฟอรัสเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็งเต้านม รวมถึงยังไม่มีการยืนยันว่าสารไนเตรทที่พบอยู่ตามธรรมชาติในอาหาร ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นไนไตรด์ในระบบการย่อยอาหารทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง สำหรับความกังวลเรื่องปริมาณสารไนเตรทในผักไฮโดรโปนิกส์ปริมาณสูง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งนั้น ความเป็นจริงไนเตรทเป็นสารที่พบได้ทั้งผักที่ปลูกในดินและผักไฮโดรโปนิกส์ ถ้าพืชมีการเจริญเติบโตและสังเคราะห์แสงที่เป็นปกติ โอกาสที่จะเกิดการสะสมไนเตรทจนถึงระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อการบริโภคจึงมีน้อยมาก นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่เคยเสนอคณะกรรมการอาหารพิจารณาในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ที่แน่ชัด

อย่างไรก็ตาม ผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่ผักออร์แกนิก ดังนั้น จึงสามารถใช้สารเคมีในการเพาะปลูกได้ แต่ต้องปฏิบัติตามหลักทางการเกษตร และมีปริมาณสารพิษตกค้างรวมทั้งสารปนเปื้อนไม่เกินปริมาณตามที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกําหนด

วิธีลดไนเตรทในผัก

หากกังวลเรื่องปริมาณไนเตรท สามารถทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ได้

ลดปริมาณไนเตรทในผัก ด้วยวิธีนึ่งหรือต้มผักเป็นเวลา 10 นาที

นำผักแช่ในน้ำสารละลายด่างทับทิมและน้ำเกลือ ช่วยลดปริมาณไนเตรทได้เช่นกัน

ไม่ควรกินผักหรือผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินให้หลากหลายหมุนเวียนกันไป หรือบริโภคผักผลไม้ตามฤดูกาลและบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อลดความเสี่ยงในการรับพิษสะสม

ควรเลือกซื้อผักที่ได้รับตรารับรองคุณภาพ GAP, GMP หรือตรารับรองเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัย

Read Post →

สรรพคุณขับเลือด

สมุนไพรสำหรับสาวๆต้องอ่าน ขับเลือด ขับประจำเดือน แถมยังดีต่อสุขภาพ

, , No Comment

ต้องการขับเลือดเสียในตัว รอบเดือนที่คั่งค้าง ลองหันมาพึ่ง สมุนไพรขับรอบเดือนเหล่านี้ด้วย สรรพคุณขับเลือด ขับรอบเดือน แถมยังดีต่อร่างกาย

สรรพคุณขับเลือด

สมุนไพร สรรพคุณขับเลือด สำหรับสาวๆ

สมุนไพรที่มีสรรพคุณขับเลือดรอบเดือนมีอะไรบ้างที่น่าใช้ สาวๆที่มีปัญหารอบเดือนตกค้าง ต้องการขับเลือดรอบเดือนภายในร่างกาย แก้ปัญหาสุขภาพสำหรับผู้หญิงให้รู้สึกสบายตัวมากยิ่งขึ้น อีกทั้งกระตุ้นให้รอบเดือนมาตามปกติสักครั้ง ลองมามองว่าสมุนไพรขับรอบเดือนมีอะไรช่วยเรื่องนี้ได้บ้าง

  • ดอกคำฝอย

ดอกคำฝอยเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการขับเลือด มีฤทธิ์ทำให้มดลูกและกล้ามเนื้อเรียบเกิดการบีบตัว และยังมีสรรพคุณขับน้ำคาวปลา ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก แถมยังแก้อาการตกเลือดได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญดอกคำฝอยยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วยนะ การกินก็ไม่ยุ่งยากเพราะสมัยนี้มีชาดอกคำฝอยขายอย่างแพร่หลายเลยล่ะ

  • ยอ

ไม่ว่าจะน้ำลูกยอหรือลูกยอในรูปแบบแคปซูลก็มีจำหน่ายในร้านขายอาหารเสริมและยาทั่วไป ซึ่งสรรพคุณของลูกยอก็ช่วยขับเลือดสตรี ช่วยฟอกเลือด ลดไข้ ขับลมในลำไส้ แก้อาเจียน บำรุงธาตุ และช่วยให้เจริญอาหาร

  • กระบือเจ็ดตัว

สมุนไพรที่มีชื่อว่ากระบือเจ็ดตัวหรือ กำลังกระบือ ลิ้นกระบือ หรือใบท้องแดง มีสรรพคุณขับน้ำคาวปลาหลังคลอดบุตร และเป็นยาขับเลือดเน่าสำหรับสตรีในเรือนไฟ โดยส่วนที่ใช้จะเป็นใบ นำมาตำกับสุราขาว แล้วคั้นเอาแต่น้ำมารับประทาน

  • แก้ว

ต้นแก้วที่มีดอกสีขาว กลิ่นดอกแก้วหอม ๆ นี่แหละค่ะที่เป็นสมุนไพรขับประจำเดือนได้ด้วย โดยในตำรับยาจะใช้รากแห้ง ประมาณ 10-15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยตวง รับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า เย็น

  • คัดเค้า

สมุนไพรคัดเค้าจัดเป็นสมุนไพรในกลุ่มช่วยขับประจำเดือนเช่นกัน โดยจะใช้ผลคัดเค้า 1 กำมือ ล้างสะอาดแล้วนำมาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ช่วยขับประจำเดือนตกค้าง

  • ว่านชักมดลูก

สมุนไพรสตรีตัวท็อป ๆ ที่สาว ๆ คุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะว่านชักมดลูกเป็นส่วนผสมหลักในยาขับประจำเดือน ยาบำรุงเลือดสตรีที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป แต่ถ้าหากอยากใช้ว่านชักมดลูกขับประจำเดือนแบบตำรับยาสมุนไพรโบราณก็ได้เหมือนกัน โดยใช้เหง้าว่านชักมดลูกตัวเมียที่เก็บในฤดูแล้ง (ประมาณเดือน 11 แรม 1 ค่ำ ไปถึงกลางเดือน 3) แล้วนำเหง้าว่านชักมดลูกมาต้มกับน้ำสะอาด ใส่นำลงไปพอท่วมเหง้าแล้วต้มจนฟองยุบ จากนั้นกรองเอาแต่น้ำมาดื่มเป็นยาบีบมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วหลังจากคลอดบุตร ขับประจำเดือน แก้ปวดมดลูก แก้ริดสีดวงทวาร แก้ไส้เลื่อน ขับลม ขับน้ำคาวปลา และรักษาอาการอาหารไม่ย่อย

  • ส้มเสี้ยว

ใบของส้มเสี้ยวมีรสฝาด สรรพคุณของเขาก็ช่วยขับประจำเดือน ขับปัสสาวะ และแก้แผลเปื่อยพัง โดยวิธีใช้ให้นำใบส้มเสี้ยวมาต้มกับยาบำรุงโลหิต จะช่วยให้ประจำเดือนที่เป็นลิ่มก้อน มีกลิ่นเหม็น เป็นปกติขึ้น

  • ฝ้าย

ต้นฝ้ายที่เรารู้จักกันดีก็มีสรรพคุณช่วยขับเลือดได้เหมือนกัน โดยใช้เปลือกรากของฝ้ายมาสับให้ละเอียดจนได้ปริมาณ 8 กรัม จากนั้นนำไปชงในน้ำเดือดครึ่งลิตร หรือประมาณ 4 ถ้วยแก้ว แล้วรับประทานขับประจำเดือนครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว

  • เทียนบ้าน

เทียนบ้านหรือในชื่อเรียกว่าเทียนขาว เทียนไทย เทียนสวน เมื่อนำเมล็ดมาบดเป็นผงละเอียดแล้วผสมตังกุย 10 กรัม ใส่น้ำผึ้งไปหน่อยให้พอเป็นเป็นยาเม็ดได้ ก็จะได้ยาสมุนไพรขับประจำเดือนไว้กินครั้งละ 3 กรัม วันละ 3 เวลา

อย่างไรก็ดี การใช้สมุนไพรรักษาหรือบรรเทาโรคก็ควรปรึกษาแพทย์อีกครั้งว่าสามารถใช้ได้ไหม เพราะแม้สมุนไพรจะมีสรรพคุณดีจริง แต่ก็ควรเลือกใช้อย่างระมัดระวังและปรุงให้ถูกตำรับ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดผลข้างเคียงหรือผลเสียที่ก่อให้เกิดอันตรายได้นะคะ…

Read Post →

น้ำมะนาว

ประโยชน์ดีๆที่ “มะนาว” มีมากกว่าความเปรี้ยว

, , No Comment

คิดถึงเครื่องดื่มที่ช่วยทำให้ความมีชีวิตชีวาให้กับร่างกาย หลายๆคนบางทีอาจนึกถึงน้ำเย็นๆหรือบางทีอาจนึกถึงน้ำอัดลม แม้กระนั้นถ้าเกิดต้องการหลีกเลี่ยงน้ำตาลสูงๆก็บางทีอาจระลึกถึงเครื่องรสเปรี้ยวอย่าง “ น้ำมะนาว ” ได้ มะนาวมิได้เป็นประโยชน์กับพวกเราเพียงแค่รสเปรี้ยวจี๊ดสะใจที่มอบความมีชีวิตชีวาให้กับเราเพียงแค่นั้น แม้กระนั้นยังมีสาระมากต่อสภาพทางด้านร่างกายอีกด้วย

น้ำมะนาว

น้ำมะนาว ปรี้ยว สดชื่น มีประโยชน์

ประโยชน์

  • ผสมน้ำอุ่น ช่วยขับถ่าย-ขับของเสียออกจากร่างกาย

การดื่มน้ำมะนาว หรือน้ำผสมนะนาวอุ่นๆ สามารถช่วยให้ร่างกายขับถ่าย ขับของเสียออกจากร่างกายได้ โดยสัดส่วนของน้ำอุ่น และน้ำมะนาวสดที่ควรดื่มไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน เช่น หากมีอาการเจ็บคอ หรือปวดท้องจากแผลในกระเพาะอาหาร การดื่มน้ำมะนาวสดเข้มข้นอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองคอ หรือกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นจึงควรลองผสม แล้วชิมดูว่าเป็นรสชาติที่เราพอจะจิบดื่มได้

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่ม สามารถเลือกดื่มในช่วงเช้าหลังตื่นนอนได้ แต่สำหรับใครที่มีโรคกรดไหลย้อนเป็นโรคประจำตัว ควรดื่มหลังรับประทานอาหารเช้า หรืออาจเป็นช่วงเวลาอื่นๆ ของวันได้ แต่ควรระมัดระวังในการดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นก่อนนอน เพราะหากปริมาณน้ำมะนาวเข้มข้นมากเกินไป การดื่มในช่วงที่ท้องว่างอาจส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือทำให้ปวดแสบท้องได้

นอกจากนี้ หากในมื้ออาหารนั้นๆ กินอาหารที่มีน้ำมะนาวเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว เช่น กินยำ แกงส้ม ต้มยำต่างๆ มื้อนั้นอาจงดการดื่มน้ำมะนาวไปก่อนได้

  • ผสมน้ำผึ้ง ช่วยลดอาการเจ็บคอ

น้ำผึ้งแท้ที่สะอาด และปลอดภัย ไม่มีเชื้อโรค จะมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อโรคได้ ดังนั้นการผสมดื่มร่วมกันกับน้ำมะนาวที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (สารต้านอนุมูลอิสระ) ช่วยลดการอักเสบได้ ดังนั้นจึงสามารถดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งเพื่อลดอาการเจ็บคอ คออักเสบ บวม แดง ร้อนที่เกิดในช่วงที่เป็นไข้หวัดได้

ถ้าเราปรับสูตรน้ำผึ้งมะนาวให้เหมาะสม จะลดอาการระคายเคืองจากกรดของน้ำมะนาวได้ สังเกตอาการของตัวเองว่าถ้าจิบแล้วแสบคอ ให้ลดการใส่น้ำมะนาวลดลง

  • ลดอาการปวดศีรษะ

มีบางสูตรที่ระบุให้เอากาแฟผสมกับน้ำมะนาว หรือฝานมะนาวลงไป เพื่อช่วยลดอาการปวดศีรษะทั่วไป รวมถึงอาการปวดศีรษะจากโรคไมเกรน แต่จริงๆ แล้วคาเฟอีนในกาแฟอาจทำให้ปวดศีรษะได้มากกว่า ดังนั้นหากอยากดื่มน้ำมะนาวเพื่อลดอาการปวดศีรษะ ไม่ควรผสมกับกาแฟ หากดื่มกาแฟไปแล้ว สามารถดื่มน้ำมะนาวตามหลังได้

  • ช่วยให้หายจากไข้หวัดเร็วขึ้น

ในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว จะมีวิตามินซี มะนาวก็เป็นอาหารที่มีวิตามินซีสูงเช่นกัน ซึ่งวิตามินไม่ได้มีฤทธิ์ป้องกันไข้หวัด แต่ช่วยให้อาการหวัดหายเร็วยิ่งขึ้น การรับประทานวิตามินซีให้เพียงพอทุกวัน ช่วยลดระยะเวลาในการเป็นไข้หวัดได้ เช่น จากที่เคยเป็นไข้หวัดปีละ 14 วัน อาจเหลือปีละ 10-12 วัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรได้รับวิตามินซีเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น นิ่วในไต คลื่นไส้ และท้องเสีย

  • ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินซีต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นโรคลักปิดลักเปิด (เลือดออกตามไรฟัน) ผิวซีด แผลหายยาก อ่อนเพลียง่าย และประสิทธิภาพในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรค การรับประทานมะนาวในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรค และอาการเหล่านี้ได้เช่นกัน

ข้อควรระวัง

  • มะนาวมีความเป็นกรดสูง การดื่มน้ำมะนาวสดที่มีความเข้มข้นมากๆ อาจทำให้ระคายเคืองอวัยวะต่างๆ ในระบบทางเดินอาหาร เช่น คอ หลอดอาหาร ลำไส้ กระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดอาการแสบท้องได้
  • นอกจากนี้ การดื่มน้ำมะนาว หรือกัดเนื้อมะนาวกินตรงๆ รวมถึงการรับประทานอาหารที่ใส่มะนาว เช่น ยำ ต้มยำ ฯลฯ ควรบ้วนปาก หรือดื่มน้ำเปล่าตาม เพื่อลดความเข้มข้นของมะนาวที่ผิวเคลือบฟัน และไม่ควรรีบแปรงฟันหลังรับประทานมะนาวทันที เพราะอาจเสี่ยงฟันสึกกร่อนได้
  • สำหรับการใช้มะนาวที่มีฤทธิ์เป็นกรดค่อนข้างสูง หากจะนำมาผสมเป็นส่วนผสมในการบำรุงผิว ควรใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ผสมกับส่วนประกอบอื่นๆ หรือเจือจางลดความเข้มข้นลง ไม่ควรใช้มะนาวทาลงบนผิว หรือทาลงบนฟันเพื่อการฟอกสีฟันโดยตรง เพราะอาจกัดกร่อนผิวเคลือบฟัน รวมถึงผิวหนังอาจระคายเคืองได้เช่นกัน และไม่ควรใช้กับบริเวณที่มีผิวบอบบาง เช่น รักแร้ ผิวหน้าบริเวณรอบดวงตา ชั้นรอยพับแขน ขา เป็นต้น หากไม่ทราบว่าปริมาณที่ใช้เท่าไรถึงจะปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการทำส่วนผสมต่างๆ จากมะนาวด้วยตัวเองจะดีกว่า

Read Post →

Cyperus

“กกลังกา” สมุนไพรยาบำรุงร่างกาย ทำให้เจริญอาหาร

, , No Comment

กกลังกา เป็นกกขนาดใหญ่ในสกุล Cyperus มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาดากัสการ์ ถูกนำไปปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับทั่วโลก กกรังกามีชื่อสามัญอื่น ๆ อีกคือ

Cyperus

 ” กกลังกา ที่อยู่สกุล Cyperus “

  • กกขนาก
  • กกต้นกลม
  • หญ้าสเล็บ
  • หญ้าลังกา
  • กกดอกแดง
  • กกรังกา
  • หญ้ากก
  • หญ้ารังกา
  • จิ่วหลงทู่จู
  • เฟิงเชอเฉ่า

ลักษณะ

  • ต้นกกลังกา

จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นเหนือดินสร้างช่อดอกและแตกเป็นกอ มีลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าแข็งสั้นๆ คล้ายจำพวกขิงหรือเร่ว ลำต้นตั้งตรงไม่มีกิ่งก้าน มีความสูงได้ประมาณ 100-150 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยมค่อนข้างกลมมน มีสีเขียว ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวที่ชุ่มชื้นและมีอินทรีย์วัตถุสูง จนถึงน้ำลึก 60 เซนติเมตร ชอบความชื้นสูงและแสงแดดแบบเต็มวัน เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นตามบริเวณที่ที่เป็นโคลนหรือน้ำ เช่น ข้างแม่น้ำ สระ ลำคลอง หรือบ่อน้ำ

  • ใบกกลังกา

ใบเป็นใบเดี่ยว แผ่นใบบาง ออกแผ่ซ้อน ๆ กันอยู่ปลายยอดของลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 18-19 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว ใต้ท้องใบสาก ในต้นหนึ่ง ๆ จะมีใบประมาณ 18-25 ใบ

  • ดอกกกลังกา

ออกดอกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่มย่อยที่ปลายกิ่ง ช่อดอกแตกแขนงย่อย 20-25 แขนง มีขนาดกว้างประมาณ 12-20 เซนติเมตร มีใบประดับรองรับช่อดอกประมาณ 4-10 ใบ มีขนาดกว้างประมาณ 6-10 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร แต่ละแขนงจะมีดอกย่อยช่อละ 8-20 ดอก ดอกย่อยจะมีกาบหุ้ม ขนาดกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็กเป็นสีขาวแกมเขียว เมื่อดอกแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ก้านดอกเป็นเส้นเล็ก ๆ มีสีเขียวอ่อน ยาวได้ประมาณ 6-7 เซนติเมตร

  • ผลกกลังกา

ผลเป็นผลแห้ง ลักษณะของผลเป็นรูปทรงรียาว รูปรี หรือรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 0.4-0.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.9-1 มิลลิเมตร ผลเป็นสีน้ำตาล เปลือกแข็ง มีเมล็ดเดียว

สรรพคุณ

  • ทั้งต้นรวมทั้งรากและเหง้า มีรสเปรี้ยว หวาน ขมเล็กน้อย เป็นยา เย็น ใช้เป็นยาฟอกเลือด ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี (ทั้งต้น)
  • เหง้ามีรสขม ใช้ต้มเอาน้ำดื่มหรือนำมาบดให้เป็นผงละลายกับน้ำร้อนดื่มเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ เป็นยาทำให้เจริญอาหาร (เหง้า)
  • ใช้เหง้าต้มกับน้ำดื่มหรือบดเป็นผงละลายกับน้ำร้อนดื่มเป็นยาขับเสมหะ แก้เสมหะ เสมหะเฟื่อง และช่วยขับน้ำลาย (เหง้า)
  • ดอกใช้ต้มกับน้ำดื่มหรืออมกลั้วคอ เป็นยาแก้โรคในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากซีด (ดอก)
  • ใบมีรสเย็นเบื่อ ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาฆ่าพยาธิ ฆ่าเชื้อโรคภายใน (ใบ)
  • หลังการคลอดบุตรของสตรี หากมีอาการปวดท้องน้อยหรือตกเลือด ให้ใช้เหง้ากกลังกานำมาฝนใส่เหล้า แล้วนำไปคั่วจนเนื้อยาเป็นสีคล้ำ นำข้าวสาร 1 กำมือ และยาที่คั่วแล้วปริมาณ 60 กรัม ใส่หม้อนำไปต้ม แล้วจึงนำมารับประทานเป็นยารักษา (เหง้า)
  • ลำต้นมีรสจืด ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท่อน้ำดีอักเสบ ช่วยขับน้ำดีให้ตกลำไส้ และเป็นยาทำลายดีอันผูกไว้ซึ่งพิษ (ลำต้น)
  • ใช้เป็นยาแก้ตัวเหลือง ตาเหลือง แก้ดีซ่าน (ทั้งต้น)
  • ใช้เป็นยาแก้พิษงู ด้วยการใช้เหง้ากกลังกาที่แช่เหล้าไว้นาน 2 อาทิตย์ขึ้นไป นำมาล้างแผลที่โดนงูกัดและใช้เหล้าที่ได้จากนี้รับประทานครั้งละ 1 แก้วยา จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดหรือถอนพิษงูได้ชั่วคราว (เหง้า)
  • ใบใช้ตำพอกเป็นยาฆ่าเชื้อโรคหรือพยาธิที่บาดแผล ซึ่งเป็นตัวนำเชื้อโรคทั้งหมด (ใบ)
  • รากใช้ต้มกับน้ำดื่ม หรือตำกับเหล้าคั้นเอาน้ำดื่ม เป็นยาแก้ช้ำในและการตกเลือดจากอวัยวะภายใน ช่วยขับเลือดเน่าเสียออกจากร่างกาย (ราก)
  • ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย (ทั้งต้น)

ประโยชน์

  • ในการใช้งานด้านภูมิทัศน์ จะนิยมนำต้นกกลังกามาปลูกไว้เป็นไม้ประดับตามริมสระน้ำในสวนหรือใช้ปลูกในภาชนะร่วมกับไม้น้ำอื่น ๆ
  • ใช้เป็นวัสดุในงานหัตถกรรมพื้นบ้าน
  • การปลูกต้นกกลังกาไว้ริมขอบน้ำจะเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวของสัตว์น้ำวัยอ่อน นอกจากนี้ต้นกกลังกายังมีคุณสมบัติในการช่วยบำบัดน้ำเสียและช่วยปรับสมดุลทางระบบนิเวศวิทยาได้อีกด้วย

Read Post →

ผสมในอาหาร

“งาดำ”ธัญพืชยอดนิยมกับข้อควรระวังก่อนทาน

, , No Comment

“ งาดำ ” นับได้ว่าเป็นหนึ่งในธัญพืชที่เป็นที่ชื่นชอบ ผสมในอาหาร รวมทั้งเครื่องดื่มหลายอย่าง และก็มักเป็น ตัวเลือกแรกๆ ของคนที่กำลังดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย เพราะว่าจัดว่าเป็นซูเปอร์ฟูดที่อันแน่นไปด้วยคุณประโยชน์ทางสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ อาทิเช่น มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย ลดคอเลสเตอรอลในเลือด และก็ยังมีแคลเซียมสูงที่ช่วยสร้างเสริมและก็บำรุงกระดูกมากยิ่งกว่านมวัวถึง 6 เท่า

“ งาดำ ” ธัญพืชที่ ผสมในอาหาร และเครื่องดื่มมากมาย

แต่ว่าถึงแม้ว่างาดำจะเป็นประโยชน์มากมายเท่าใด ถ้าหากกินมากจนเกินไป ก็บางทีอาจทำให้เป็นอันตรายต่อสภาพทางด้านร่างกายได้

  • ข้อควรปฏิบัติตามน่ารู้ก่อนรับประทาน

งาดำ เป็นประโยชน์สูง ถึงแม้จำนวนที่กินจะไม่มากมาย แม้กระนั้นด้วยขนาดเล็ก แล้วก็ค่อย รับประทานง่าย ผสมกับของกินอื่นได้ง่าย ก็เลยอาจจะก่อให้ใครหลายๆคนไม่ได้ระแวดระวังในปริมาณที่รับประทานในแต่ละครั้ง

แต่งาดำจัดว่าเป็นอาหารที่ให้พลังงานออกจะสูง เพราะเหตุว่างาดำ 100 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 700 กิโลแคลอรี่ ด้วยเหตุนั้นงาดำก็เลยมักถูกเอาไปใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารให้พลังงานต่างๆเยอะมาก ยิ่งไปกว่านี้งาดำยังเป็นของกินที่มีจำนวนทองแดงออกจะสูง ธรรมดาแล้วร่างกายสามารถกำจัดทองแดงส่วนเกินออกมาจากร่างกายได้ แต่ว่าในคนไข้บางโรค อาทิเช่น โรค Wilson’s disease ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เป็นมาแต่ว่ากำเนิด ทำให้การขับทองแดงออกมาจากร่างกายผิดพลาด ทำให้มีทองแดงสะสมภายในร่างกายคนๆนั้น เรื่อยจนถึงเริ่มมีลักษณะต่างๆที่พบมากสุดเป็นอาการทางตับ ดังเช่น ตัวเหลือง ตับโต ม้ามโต ตามมาด้วยอาการทางระบบประสาท เคลื่อนแตกต่างจากปกติ กลืนลำบาก ฯลฯ

  • ปริมาณที่แนะนำใน 1 วัน

ถ้าหากร่างกายสุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการกำจัดทองแดงส่วนเกินออกมาจากร่างกาย ควรรอบคอบเพียงแค่เรื่องพลังงานที่กำลังจะได้รับเยอะเกินไปแค่นั้น โดยจำนวนของงาดำที่เสนอแนะในวันแล้ววันเล่า ควรจะอยู่ที่ราวๆวันละ 15 กรัม หรือ 1 ช้อนโต๊ะ ก็พอเพียงต่อความต้องการของร่างกายแล้ว

Read Post →

กูดต้นดอยสุเทพ

กูดพร้าว ยาทาแก้ฝี แก้อักเสบ และแก้บวม

, , No Comment

กูดพร้าว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กูดต้น , มหาสดำ , กูดพร้าว หรือ กูดต้นดอยสุเทพ

กูดต้นดอยสุเทพ

กูดพร้าว หรือ กูดต้นดอยสุเทพ

  • ลักษณะ ต้นกูดพร้าว จัดเป็นเฟิร์นต้นที่มีลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 3-5 เมตร ตามลำต้นมีเกล็ดขึ้นปกคลุมและมีรอยก้านใบที่หลุดร่วงไป รากมีลักษณะเป็นเส้นแข็งสีดำ มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ กัมพูชา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจายพันธุ์ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ โดยมักพบขึ้นตามไหล่เขาในป่าดิบเขา บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลต่ำกว่า 1,000 เมตร
  • ใบกูดพร้าว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกรวมกันเป็นกลุ่มบริเวณใกล้ยอด แกนกลางของใบประกอบไม่เรียบ มีตุ่มขรุขระทางด้านล่าง ส่วนด้านบนมีขนและเกล็ดขึ้นประปราย ก้านใบเป็นสีน้ำตาลปนเหลืองหรือสีน้ำตาลเข้ม ยาวได้ประมาณ 40 เซนติเมตร มีหนามสั้น ๆ ที่โคนมีเกล็ดสีน้ำตาลเป็นมัน เกล็ดมีลักษณะเป็นรูปแถบ มีขนาดกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ด้านบนมีขน กลุ่มใบย่อยคู่ล่างลดขนาดลงยาวได้ประมาณ 10 เซนติเมตร มีรูปร่างไม่แน่นอน ส่วนกลุ่มใบย่อยถัดขึ้นมาจะมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานแคบ ปลายเรียวแหลมและมีติ่งยาว มีขนาดกว้างประมาณ 14 เซนติเมตร และยาวประมาณ 40 เซนติเมตร แกนกลุ่มใบย่อยมีเกล็ดแบนสีน้ำตาลทางด้านล่าง ใบย่อยจะมีมากกว่า 25 คู่ เรียงห่างกันประมาณ 1.6 เซนติเมตร ลักษณะเป็นรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก มีขนาดกว้างประมาณ 1.7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนกึ่งตัด ส่วนขอบหยักเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบย่อย หยักเฉียง รูปเคียว มีขนาดกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายมน ส่วนขอบเรียบหรือจักเป็นฟันเลื่อย เส้นกลางใบย่อยมีขนทางด้านบน ส่วนด้านล่างมีเกล็ดแบนสีน้ำตาล แผ่นใบบาง ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน เส้นใบแยกสาขาออกเป็นคู่ 7-8 คู่ ก้านใบย่อยไม่มี
  • กลุ่มอับสปอร์ กูดพร้าว กลุ่มอับสปอร์จะมีลักษณะเป็นรูปเกือบกลม อยู่บนเส้นใบทั้งสองข้าง โดยจะอยู่ตรงเส้นกลางใบย่อย เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์เป็นเกล็ดเล็ก อยู่ที่ฐานของกลุ่มอับสปอร์
  • สรรพคุณ แพทย์แผนชนบทจะใช้เนื้อไม้นำมาทำเป็นยาแก้ไข้ ใช้ฝนเป็นยาทาแก้ฝี แก้อักเสบ และแก้บวม (เนื้อไม้)
  • ประโยชน์ ลำต้นของกูดพร้าวสามารถนำมาใช้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ได้

Read Post →